วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องสกัดระบบตลาด

นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน)

 ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ผลกระทบของทุนนิยมต่อสิ่งแวดล้อม และความล้มเหลวของการปฏิรูป” โดยชี้ให้เห็นผลกระทบของระบบทุนนิยม โดยเปรียบเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจปี2540 ว่าในขณะนี้มีวิกฤติอีกอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น หรือตามไม่ทัน มารู้ตัวอีกทีเมื่อกลายเป็นปัญหาไปแล้ว และพอเป็นวิกฤติยิ่งหนักหนา จะยิ่งแก้ยาก และใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว วิกฤติครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เป็นผลของทุนนิยมต่อสภาพแวดล้อม

นายบัณฑูร บอกว่าปัญหาที่นำไปสู่วิกฤติ คือปัญหาพื้นที่ป่าต้นน้ำของจังหวัดน่านที่หายไป โดยหยิบยกข้อมูลให้เห็นว่าในพื้นที่จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าสงวนราว 6.43 ล้านไร่ คิดเป็น 85% ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัด ซึ่งป่าในจังหวัดน่านเป็นต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมามีความสูญเสียพื้นที่ป่าไปแล้วกว่า 28-29%เฉพาะในช่วงปี 2555-2558 พื้นที่ป่าหายไปถึง 2.5 แสนไร่ โดยที่ไม่มีใครทำอะไร ซึ่งผลกระทบต่อภาคกลาง

นายบัณฑูร ยังบอกอีกว่า“ทุนนิยมทำให้มีผลข้างเคียง สมัยก่อนอยู่กันเงียบๆ ไม่เดือดร้อนอะไร แต่ในระบบทุนนิยมเมื่อมีคนต้องการ ก็มีคนสนอง เมื่อมีความต้องการข้าวโพด ก็มีคนเสนอให้ปลูก เมื่อที่ไม่พอ ก็ตัดป่าไปปลูก พอมีปัญหาว่าพื้นที่ป่าหายไป บริษัทนั้นก็พาลงพื้นที่ปลูกป่า ทำซีเอชอาร์ ซึ่งเหลือรอดกี่ต้นก็ยังไม่รู้ ที่ผ่านมาคนในจังหวัดน่านก็อยู่กันดีๆ แต่พอทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครวิเคราะห์ รัฐปล่อยให้เหตุการณ์ลากยาวมาถึงวันนี้ เหมือนมะเร็งถ้าปล่อยให้ลามไป จะผ่าอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหยุดอย่างไร”

ประเด็นที่นายบัณฑูรหยิบยกมาเกี่ยวกับทุนนิยม นับว่าน่าสนใจอย่างมาก และหากวิเคราะห์ลงไปแล้วจะเห็นว่า สิ่งที่ทุนนิยมทำให้เกิดปัญหานั้น ไม่ใช่เฉพาะแค่พื้นที่ป่าจังหวัดน่านเท่านั้น แต่รวมถึงทรัพยากรทุกประเภท ทั้งที่เป็นวัตถุดิบและเป็นเรื่องเชิงความคิด เชิงวัฒนธรรม เพราะลักษณะของระบบทุนนิยมคือเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่มีการซื้อขายสินค้าก็พร้อมที่จะมีการผลิตออกมาจำนวนมหาศาลตามความต้องการ ที่มักกล่าวว่าระบบทุนนิยมเป็นระบบที่มีพลวัตในตัวเอง

การผลิตของระบบทุนนิยมนั้นจะใช้ทรัพยากรทุกอย่างเท่าที่หาได้ ทั้งทรัพยากรที่จับต้องได้และเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรม ซึ่งระบบทุนนิยมไม่เคยรังเกียจ แต่ขอให้ขายได้ ซึ่งการแสวงหาทรัพยากรและการระบายผลผลิตทุกประเภท มาเอื้อให้กับระบบเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปมีกลไกที่สำคัญนั่นคือระบบตลาด ดังนั้นหากจะกล่าวถึงปัญหาของทุนนิยม เราอาจจำเป็นต้องมาขบคิดเกี่ยวกับระบบตลาดด้วย แม้ว่าระบบตลาดเป็นสิ่งที่ดีทำให้เกิดประสิทธิภาพหลายด้าน แต่ก็มีผลเสียเช่นเดียวกันหากปล่อยให้มันทำหน้าที่อย่างเต็มที่

ดังนั้น หากกล่าวถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือจังหวัดน่าน และขณะนี้เริ่มตระหนักกันมากขึ้นถึงคำว่าวิกฤติสิ่งแวดล้อมไม่มีพรมแดน ตามที่นายบัณฑูรกล่าวถึงว่ามีผลกระทบต่อพื้นที่ภาคกลางด้วย จำเป็นอย่างยิ่งต้องพูดถึงระบบตลาดที่เข้าไปลึกถึงท้ายครัว ซึ่งหากต้องการแก้ปัญหาที่แท้จริงแล้ว เราต้องหาทางสกัดระบบตลาดกันอย่างไร เพราะยิ่งตลาดขยายตัวมากเท่าไร ความสูญเสียของพื้นที่อย่างไร้การควบคุมก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในที่สุดแล้วหากปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาดในบางเรื่องบางกรณี อีกไม่กี่ปีเราอาจจะไม่เห็นผืนป่ากันอีกต่อไป และไม่เพียงแค่ในจังหวัดน่าน แต่รวมถึงพื้นที่ป่าทั่วประเทศ