วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

20 ปีวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 40 (1)

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน ผมไปร่วมงานของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียนบวกสาม หรือ AMRO

 (ย่อมาจาก Asean+3 Macroeconomic Research Office) จัดงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยไปร่วมเป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ “20 ปี หลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย” อย่างที่ทราบวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 1997-98 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในเอเชีย โดยวิกฤติเริ่มต้นที่ประเทศไทย หลังการประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ปี1997 จากนั้นวิกฤติก็ลามไปกระทบประเทศอื่นๆในเอเชีย จนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย ก่อนที่จะลามต่อไปรัสเซียและประเทศในละตินอเมริกา

20 ปีผ่านไปค่อนข้างเร็ว และเป็นเวลานานจนผู้ที่กำลังอ่านบทความนี้และมีอายุต่ำกว่า 42 ปี คงจะจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียก็ชัดเจนมากขึ้น และมากกว่าช่วงที่เข้าใจกันตอนที่เกิดเหตุการณ์ วันนี้จึงอยากนำประเด็นต่างๆที่ได้ให้ความเห็นไปในงานอภิปรายวันนั้น มาแชร์ให้แฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ทราบ

  1. วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 หรือปี 1997 เป็นวิกฤติเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ คือเป็น A new kind of crisis ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในระบบเศรษฐกิจการเงินโลก เป็นครั้งแรกที่วิกฤติเศรษฐกิจเกิดจากการขับเคลื่อนของตลาดการเงินโลก ผ่านการไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ และปะทุขึ้นเมื่อนักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นนำไปสู่การไหลออกอย่างฉับพลันของเงินทุนต่างประเทศ ผลก็คือเศรษฐกิจขาดสภาพคล่องรุนแรงและเกิดเป็นวิกฤติเมื่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศมีการเปลี่ยนแปลง เป็นรูปแบบของวิกฤติที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆช่วงก่อนหน้า ที่ส่วนใหญ่มาจากปัญหาหรือวิกฤติด้านการคลังที่รัฐบาลของประเทศขาดวินัยนำไปสู่การใช้จ่ายที่เกินตัว เกิดปัญหาการขาดดุลการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงพร้อมกัน และเกิดเป็นวิกฤติเมื่อประเทศไม่มีรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศเพียงพอที่จะชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

แต่ในกรณีวิกฤติเอเชียปี 2540 การใช้จ่ายเกินตัวและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นผลจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ ที่ขับเคลื่อนให้สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในประเทศขยายตัวในอัตราที่สูง เร่งการใช้จ่ายในประเทศให้ขยายตัวตาม ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน นำไปสู่การเกิดขึ้นของภาวะฟองสบู่ที่สร้างความล่อแหลมให้กับระบบเศรษฐกิจ ความอ่อนแอดังกล่าวได้สะสมเป็นลำดับ และกลายเป็นวิกฤติเมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ต่อเศรษฐกิจที่เคยนำเงินเข้ามาลงทุนเปลี่ยนไป เงินทุนต่างประเทศที่เคยไหลเข้าปลี่ยนเป็นไหลออก ทำให้เศรษฐกิจเกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องรุนแรง เศรษฐกิจของประเทศจึงชะงักงัน วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียจึงเป็นครั้งแรกที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่มาจากเงินทุนต่างประเทศ จากความเสี่ยงที่เชื่อมต่อกันระหว่างเงินทุนไหลเข้า การปล่อยกู้ของระบบธนาคารพาณิชย์ ฐานะทางการเงินของบริษัทธุรกิจ และการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ เป็นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งแรกที่มากับระบบโลกาภิวัฒน์และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ที่สำคัญความใหม่ของรูปแบบของวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้องค์กรอย่างไอเอ็มเอฟขณะนั้นไม่มีความพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา

2. วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 40 ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าสาเหตุหลักของวิกฤติเศรษฐกิจก็คือ การก่อหนี้ที่เกินตัว ถ้าประเทศก่อหนี้เกินพอดี ไม่ว่าหนี้นั้นจะเป็นหนี้ภาครัฐ หนี้บริษัทเอกชน หรือหนี้ภาคครัวเรือน วิกฤติเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นถ้าตลาดการเงินขาดความมั่นใจในความสามารถของประเทศที่จะชำระคืนหนี้ อีกประเด็นที่ชัดเจนจากวิกฤติเอเชีย โดยเฉพาะหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ก็คือ วิกฤติเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศไม่ยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยหรือประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจน ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ตลาดการเงินมีการพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นหรือคงที่ ไม่ว่าประเทศจะมีเงินทุนสำรองทางการมากหรือน้อย วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้ถ้าประเทศก่อหนี้เกินความสามารถของประเทศที่จะชำระได้

3. วิกฤติเอเชียเป็นวิกฤตแรกที่ชี้ถึงความสำคัญของระบบการเงินของประเทศ ในการสร้างความเสี่ยงหรือลดความเสี่ยงของการเกิดวิกฤติ เพราะสถาบันการเงินเป็นตัวกลางที่เชื่อมต่อระหว่างเงินทุนต่างประเทศและภาคเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวิกฤติเกิดจากการก่อหนี้ที่เกินตัว การปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จึงเป็นที่มาสำคัญของการก่อหนี้ของภาคเอกชน ดังนั้นถ้าประเทศมีระบบการเงินที่ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง เป็นระบบการเงินที่เข้มแข็ง มีน้ำอดน้ำทน (resilient) มีประสิทธิภาพ พร้อมกับทางการมีนโยบายและระบบกำกับและตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ที่เข้มแข็ง ที่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่อาจมีต่อธนาคารพาณิชย์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสหรือความเสี่ยงของการเกิดวิกฤติได้มาก รวมถึงทำให้การแก้ไขปัญหาที่มาจากวิกฤติ เมื่อเกิดขึ้นสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. วิกฤติเศรษฐกิจเอเชียแสดงให้เห็นเป็นครั้งแรก ถึงการเชื่อมต่อของวิกฤติจากประเทศหนึ่งไปสู่อีกประเทศหนึ่ง กล่าวคือวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปอีกประเทศหนึ่งได้ (contagion) ผ่านการเคลื่อนย้ายของเงินทุนระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ผู้ทำนโยบายหลังเกิดวิกฤติเอเชียมีความเข้าใจมากขึ้นว่า ในระบบโลกาภิวัฒน์จะไม่มีประเทศไหนอยู่รอดปลอดภัยจากความเสี่ยงของการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะถ้าวิกฤติไม่เกิดขึ้นจากความเสี่ยงหรือปัจจัยของประเทศนั้นเอง วิกฤติก็อาจเกิดขึ้นจากผลกระทบที่มาจากวิกฤติที่เกิดในประเทศอื่น ข้อเท็จจริงนี้ทำให้วิกฤติเศรษฐกิจเมื่อเกิดขึ้นจะไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของระบบเศรษฐกิจโลกที่ต้องมีกลไกการเงินระหว่างประเทศ ที่จะป้องกันและช่วยเหลือไม่ให้ประเทศเกิดวิกฤติ (crisis prevention) รวมถึงช่วยประเทศที่ประสบวิกฤติให้สามารถแก้ไขปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจให้สำเร็จ (crisis resolution)

สำหรับวิกฤติเอเชีย จุดเด่นของวิกฤติเอเชียก็คือ เมื่อวิกฤติเกิดขึ้น ความผันผวนและความไร้เสถียรภาพต่างๆในระบบเศรษฐกิจสามารถจบลงได้ในเวลาที่รวดเร็วหลังอัตราแลกเปลี่ยนมีการปรับตัวคืออัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงสู่ระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานของเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง การปรับตัวก็เกิดขึ้นในราคาทรัพย์สินอื่นๆ เช่น หุ้นและอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรับลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ การปรับตัวของราคาดังกล่าวดึงดูดให้เงินทุนต่างประเทศที่เคยไหลออก เปลี่ยนเป็นไหลเข้าเพื่อหาประโยชน์จากราคาทรัพย์สินที่ถูกลง การไหลกลับของเงินทุนต่างประเทศและเงินช่วยเหลือต่างๆที่เข้ามาทำให้ภาวะสภาพคล่องที่เป็นปัญหาเริ่มผ่อนคลาย สร้างฐานให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ซึ่งในกรณีของวิกฤติเอเชียและประเทศไทย เศรษฐกิจกลับเข้าสู่การขยายตัวอีกครั้งในช่วง 1-2 ปี หลังเกิดวิกฤติโดยมีการส่งออกเป็นตัวนำ (ยังมีต่อ)