กรณีการเสนอข่าวคดีฆ่าหั่นศพที่จ.ขอนแก่น ตั้งแต่เริ่มต้นจนได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดี
ซึ่งขณะนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าการเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ผ่านมา โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์นั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ประเด็นที่มีมุมมองต่อคดีนี้มีหลายด้าน ซึ่งจากการติดตามรายงานข่าวที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น และเป็นประเด็นที่เรียกว่าเกาะติดประหนึ่งว่าเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติจนต้องมีการถ่ายทอดสดอย่างใกล้ชิด ทั้งๆ ที่คดีนี้ก็ไม่ต่างจากคดีฆาตกรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ประเด็นที่ขาดหายไปของการรายงานของสื่อที่มักจะเน้นไปที่ปลายเหตุเป็นสำคัญ คือ การพยายามเสนอรายงานเพื่อสร้างความเข้าใจว่าคดีนี้ นอกจากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่ไม่มีการรายงานถึงสาเหตุเบื้องลึกของต้นเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นไปได้มีความซับซ้อนและเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในการนำเสนอ แต่น่าจะเป็นเรื่องที่อาจสร้างประโยชน์ให้กับสังคมไทยมากกว่าเรื่องความสะใจ หรือการติดตามเรื่องราวเหมือนกับละครทีวี โดยเฉพาะการนำเสนอในประเด็นปัญหาสังคมที่มีความสลับซับซ้อน
หากมองให้ลึกลงไปที่ประวัติและเรื่องราวอื่นๆ นอกจากการฆาตกรรมแล้ว เราจะพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวอย่างมากของสังคมไทย ในการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างสำคัญ นั่นคือ การศึกษาและโอกาสในชีวิต ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดมีอายุไม่มากนักและอยู่ในช่วงยุคใหม่ของสังคมไทย แต่ปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่มีโอกาสเข้าสู่สังคมที่หน่วยงานรัฐเห็นว่าเป็นสังคมปกติได้ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่ามีผู้ตกกระแสการพัฒนาสังคมสมัยใหม่จำนวนมาก และมักจะจบลงในลักษณะเดียวกัน
แน่นอนว่าการกล่าวโทษง่ายๆว่าเป็นลักษณะเฉพาะบุคคลก็จะทำให้เรื่องนี้จบลงโดยง่าย แต่หากวิเคราะห์หรือการเสนอเรื่องราวให้มีความซับซ้อนมากขึ้นนั้น อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหน่วยงานรัฐบาล หรือแม้แต่ตัวรัฐบาลเอง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความล้มเหลวของการทำงานของหน่วยงานรัฐโดยตรง และหากจะกล่าวถึงให้ลึกลงไปแล้ว เป็นเรื่องของความไม่เท่าเทียมและเป็นธรรมในสังคมไทย ซึ่งทำให้คนชนบทประสบชะตากรรมไม่ต่างจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มากนัก
แม้ว่าการกระทำความผิดกฎหมายถือเป็นเรื่องที่ต้องนำตัวมาลงโทษ แต่คำถามก็คือเมื่อได้ตัวผู้ต้องหามาลงโทษแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งในอนาคตก็มีโอกาสเกิดคดีเช่นเดียวกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว ดังนั้นแทนที่เราจะติดตามและเกาะติดสถานการณ์เพียงอย่างเดียวว่าผู้ต้องหาจะถูกลงโทษหนักแค่ไหน เราควรต้องกลับมาพิจารณาปัญหาเชิงลึกของสังคมไทยอย่างจริงจังและควรเลิกกล่าวโทษผู้กระทำผิดว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ควรศึกษาสาเหตุและประเด็นที่ต้องแก้ต่อไปในอนาคต
กรณีนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสะใจหรือเห็นอกเห็นใจผู้ต้องหา แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องมาพิจารณาและพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ โดยพยายามก้าวให้พ้นปรากฏการณ์ของคดีที่เกิดขึ้น แต่ควรมองเชิงลึกลงไปของสังคมว่าทำไมจึงเกิดคดีเช่นนี้ขึ้น และเรามีปัญหาตรงไหนอย่างไรที่ต้องรีบแก้ไข และหากพิจารณาคนในวัยเดียวกันนี้ เราเชื่อว่าในสังคมไทยจะมีอยู่จำนวนไม่น้อย และถือว่าเป็นผู้ตกขบวนของการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันแก้ไขกันอย่างจริงจัง โดยมองกรณีนี้มากกว่าเพียงคดีฆาตกรรม
หากเราไม่อาจมองไปให้มากกว่ารูปคดี เราก็เชื่อว่าในอนาคตก็จะเกิดคดีเช่นเดียวกันนี้ และบางกรณีอาจรุนแรงมากกว่านี้ด้วยซ้ำไป และเราต้องตระหนักว่าปัญหาสังคมไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องทั้งสังคม ยิ่งมีปัญหามาก แสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องรีบหาทางแก้ไขเร็วขึ้นเท่านั้น









