ไม่น่าแปลกใจที่ปฏิกิริยา จากนักการเมืองบางคนต่อ “4 คำถาม” ของนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ประชาชนแสดงความเห็น
ออกมาทางวิพากษ์ว่าเป็น “การถามแบบต้องการคำตอบที่ถูกใจ”
บางคนอาจบอกด้วยซ้ำว่าเป็น “การถามนำ”
คนที่ไม่ใช่นักการเมืองบางคนก็อาจจะบอกว่า เป็นคำถามที่พวกเขามีอยู่ในใจเหมือนกัน ต่างกันเพียงแต่ว่าชาวบ้านไม่มีสิทธิจะตั้งคำถามให้ใครตอบได้ นอกจากจะถามเองแล้วก็ตอบเองในวงกาแฟของเพื่อนสนิทมิตรสหายเท่านั้น
ผมลองเรียงลำดับคำถามชุดของนายกฯที่ฝากไว้ในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาฝากผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ให้ประชาชนตอบผ่านศูนย์ดำรงธรรมเพื่อส่งคำตอบให้นายกฯประยุทธ์อย่างนี้
ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่
หากไม่ได้จะทำอย่างไร
การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตของประเทศและเรื่องอื่น ๆ เช่นประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้องหรือไม่ไม่ถูกต้อง
ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีกแล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร
ใครที่อ่านคำถามทั้งสี่ข้อก็คงจะมีความรู้สึกว่า คนตั้งคำถามมีคำตอบของตัวเองอยู่ในใจ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าประชาชนที่ตอบ จะต้องตอบตามแนวโน้มที่คนถามต้องการจะให้ตอบแต่อย่างไร
หากใครจะตอบว่า “ไม่ทราบ” ทั้งสี่ข้อก็ย่อมไม่ผิดกติกา
หรือจะตอบด้วยการย้อนถามคนถามด้วยคำถามอีกมากมายเกิน 4 ข้อก็ย่อมได้เช่นกัน
ความจริง น่าจะวิเคราะห์ว่าทำไมจึงมีคำถาม 4 ข้อนี้ และเป็นคำถามของใคร เป็นของรัฐบาลหน่วยใด หรือเป็นคำถามเชิงปรึกษาหารือจากนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่?
วิเคราะห์กันทีละคำถามก็น่าจะได้มุมมองที่น่าสนใจ ว่าด้วยความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทยวันนี้
คำถามแรกที่ว่าท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ อาจถูกย้อนถามว่าการเลือกตั้งกับการได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลเกี่ยวกันโดยตรงหรือไม่
ทำให้คำถามที่สองหมดความหมายไปโดยพลัน
แน่นอนว่าการเลือกตั้งหมายถึงการที่ประชาชนได้ใช้สิทธิของตน ในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ออกกฎหมาย และเลือกคณะบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นรัฐบาล
แต่หากดูจากประวัติศาสตร์ ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่ารัฐบาลที่ได้มาจากการหย่อนบัตร จะมีธรรมาภิบาลหรือไม่อย่างไร ทุกอย่างอยู่ที่ความตื่นตัวของประชาชน หลังการเลือกตั้งที่จะตรวจสอบการทำงานของ ส.ส. และรัฐบาลเพื่อให้มีธรรมาภิบาลตามความคาดหวังของประชาชน
ในทำนองเดียวกัน รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารก็ไม่มีอะไรรับรองว่าจะมีธรรมาภิบาลเช่นกัน ยิ่งเมื่อมีอำนาจเบ็ดเสร็จก็ยิ่งสุ่มเสี่ยงกับการที่ไม่ต้องมีธรรมาภิบาล เพราะขาดกลไกการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ
ที่แปลกสำหรับประเทศก็คือ เมื่อมีการรัฐประหารแล้วมีการแสดงความเห็นทำนองว่า “อย่าให้เสียของ”
ฟังคล้าย ๆ กับว่าผู้คนมีความคาดหวังว่าคนที่มีอำนาจล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะต้องทำให้เกิดผลงานที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งไม่ทำ, ไม่กล้าทำ, หรือไม่มีแรงจูงใจจะทำ
น่าสังเกตว่าเรามักไม่ค่อยได้ยินใครบอกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้อง “อย่าให้เสียของ”
นั่นย่อมแปลว่าความคาดหวังของประชาชนบางกลุ่มต่อรัฐบาลที่มาจาก “วิธีการพิเศษ”
มีสูงกว่าที่มีกับรัฐบาลที่มาจาก “วิธีการปกติ”
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประชาชนชอบรัฐบาลจากรัฐประหารมากกว่าจากการเลือกตั้ง เพียงแต่ตีความได้ว่าความคาดหวังแตกต่างกัน
ต่อคำถามที่สองที่ว่าหากการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไรนั้น คำตอบจากชาวบ้านก็ต้องแยกเป็นสองอย่าง
หากประชาชนต้องการกลับไปสู่ระบอบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ไม่ให้มีทางเลือกอื่น, คำตอบก็ชัดเจนนั่นคือหากการเลือกครั้งนี้ไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ก็ต้องเลือกกันใหม่และเลือกกันจนได้รัฐบาลที่มีคุณภาพ ที่ประชาชนคาดหวังนั่นแหละไม่ว่าจะต้องเลือกกันกี่ครั้งกี่หนก็ตาม
สำหรับคนที่คิดว่ายังมีช่องทางสำหรับ “วิธีการไม่ปกติ” นั่นย่อมทำให้คนบางคนตอบไปอีกทางหนึ่ง นั่นคือถ้าเลือกตั้งแล้วไม่ได้รัฐบาลอย่างที่พึงปรารถนา ก็ต้องหันไปสู่การเล่นนอกเกมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นวิธีการอันพึงปรารถนาเช่นกัน
หากศรีธนญชัยกลับชาติมาเกิดก็อาจจะย้อนถามว่า ถ้าเลือกตั้งแล้วไม่ได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล, ท่านคิดว่าการก่อรัฐประหารจะทำให้มีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลดีกว่าหรือไม่?
ก็จะกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันร้อนแรงจนถึงขั้นที่ “กระบวนการปรองดอง” มีอันต้องแตกฮือที่เรียกว่า “บ่อนแตก” กันเลยทีเดียว
พรุ่งนี้ว่าต่อถึงคำถามข้อ 3 และ 4 กับคำตอบที่อาจจะนำไปสู่คำถามมากขึ้นอีกหลายข้อ









