การเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันอังคารที่แล้วผ่านไปด้วยดี
ประชาชนเกาหลีใต้กว่า 32 ล้านคนเข้าแถวลงคะแนนเสียงอย่างเป็นระเบียบ เพื่อเลือกผู้นำประเทศคนใหม่โดยไม่มีปัญหาหรือเกิดความไม่สงบใดๆ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากประธานาธิบดีคนก่อน คือ นางปาร์ค กุน เฮ ที่ถูกศาลปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีในข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน ร่วมกับบริษัทธุรกิจใหญ่และกำลังรอรับโทษในเรือนจำ ไปสู่ผู้นำประเทศคนใหม่อย่างราบรื่นและน่าชื่นชม ประธานาธิบดีคนใหม่ คือ นาย มูน เจ อิน (Moon Jae-in) ได้คะแนนเสียง 13.4 ล้านเสียง หรือ 41.1 เปอร์เซ็นต์ของคะแนนเสียงทั้งหมด เป็นการกลับมาของผู้นำฝ่ายเสรีนิยม หลังจากที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ถูกปกครองโดยผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาเกือบสิบปี นายมูนได้กล่าวตอนรับทราบผลการเลือกตั้งว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะของชาวเกาหลีใต้ที่จะร่วมกันสร้างประเทศที่เป็นธรรม ที่คนในประเทศมีความเป็นปึกแผ่น (united) และเป็นประเทศที่อยู่ร่วมกันด้วยหลักการและเหตุผล (a country where principle and common sense works) ฟังดูแล้ว รู้สึกเลยว่า ประเทศเกาหลีใต้ได้มาไกลจริงๆ
เกาหลีใต้ได้เดินทางมาไกลมากในแง่การประสบความสำเร็จ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา ในทางเศรษฐกิจ เกาหลีใต้ได้พัฒนาตนเองจากประเทศที่เคยยากจนที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย เป็นประเทศที่มีพัฒนาการด้านนวัตกรรมเป็นอันดับหนึ่งของโลก (Most innovative ปี 2015) เป็นประเทศใหญ่อันดับที่สี่ในเอเชีย และรายได้ประชากรต่อหัวเพิ่มสูงขึ้นกว่ายี่สิบเท่าตัวตั้งแต่ปี 1960 เป็น 37,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี มากกว่าประเทศไทย 2.3 เท่า ทางสังคม จากประเทศที่ประชากรน้อยกว่าครึ่งมีโอกาสเรียนถึงชั้นมัธยมเมื่อสี่สิบปีก่อน ปัจจุบันเกาหลีใต้มีประชากรที่จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมากกว่าเกือบทุกประเทศ ในทางการเมือง จากประเทศที่เคยล้มลุกคลุกคลานด้วยรัฐบาลทหารและการปฏิวัติ ปัจจุบันประชาธิปไตยได้เป็นระบบการเมืองหลักของเกาหลีใต้นานต่อเนื่องกว่าสามสิบปีโดยไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร มีการเปลี่ยนผู้นำคือ ประธานาธิบดีกว่าแปดสมัย โดยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน
การเลือกตั้งครั้งนี้ แม้จะเป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์ของประเทศที่ค่อนข้างลำบาก คือ จากปัญหาคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในระดับผู้นำ จากเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำ ขยายตัวลดลง มีการว่างงานสูง โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว รวมถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศในคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ จนสหรัฐได้นำระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ซึ่งเป็นระบบจรวดสอยจรวดรุ่นใหม่เข้ามาติดตั้งในเกาหลีใต้ ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่สบายใจและมีความเห็นแตกต่างในเรื่องนี้ แต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีก็ผ่านไปด้วยดี แสดงถึงความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ และวุฒิภาวะของประชาชนที่ได้ใช้การเลือกตั้ง เป็นกติกาหาทางออกให้กับประเทศอย่างน่าชื่นชม กล่าวคือ
หนึ่ง การเลือกตั้งคราวนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของภาคประชาสังคมในระบบประชาธิปไตยเกาหลีใต้ ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เกิดขึ้นได้อย่างสันติ ตามกลไกประชาธิปไตย ตั้งแต่การรวมตัวประท้วงข่าวการทุจริตคอร์รัปชันของประธานาธิบดีคนก่อนที่มีคนเกาหลีใต้เข้าร่วมกว่าหนึ่งล้านคน ความเข้มแข็งของสื่อมวลชนที่ได้ทำข่าวและตามติดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันต่อเนื่อง ความเข้มแข็งของระบบยุติธรรม โดยเฉพาะอัยการและศาลที่เข้าร่วมกระบวนการตามขั้นตอนของระบบยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา และการทำหน้าที่ของนักการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ลงคะแนนให้ดำเนินการเอาผิดกับประธานาธิบดี แม้จะเป็นหัวหน้าพรรคของตน นี่คือ พลังและความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตย ที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการรักษาความถูกต้องให้กับประเทศ เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำมาสู่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่แล้ว นำมาสู่ความตื่นตัวในบทบาททางการเมืองของภาคประชาชน เป็นผลให้ในการเลือกตั้งคราวนี้ มีประชาชนเกาหลีใต้มาลงคะแนนเสียงกว่า 77 % ถือเป็นประวัติการณ์
สอง เป็นความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตยในการเป็นช่องทางให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น เพื่อเลือกนโยบายที่แตกต่าง ที่จะกระทบความมั่นคงของประเทศและความเป็นอยู่ของตน เก้าปีภายใต้การบริหารของฝ่ายอนุรักษ์นิยม คนเกาหลีใต้ส่วนใหญ่เริ่มมีความรู้สึกมากขึ้นว่า สังคมมีความไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะ ระหว่างบทบาทอิทธิพลและความเป็นอยู่ของชนชั้นผู้นำ (elites) คือ นักการเมืองระดับสูง พวกพ้องและกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่กุมอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ กับคนส่วนใหญ่ที่ชีวิตต้องปากกัดตีนถีบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำและไม่มีโอกาสในการหาเลี้ยงชีพเทียบกับพวกพ้องชนชั้นผู้นำ โดยเฉพาะนักศึกษาที่จบใหม่ ที่ประมาณว่ากำลังว่างงานกว่า 3.5 ล้านคน
นอกจากนี้ ประเทศก็มีปัญหาความมั่นคงที่สหรัฐได้ดึงเกาหลีใต้เข้าสู่สถานการณ์เผชิญหน้ากับเกาหลีเหนือด้วยท่าทีที่แข็งกร้าว สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเกาหลีใต้อยากได้รัฐบาลที่เป็นทางเลือกใหม่ และคนหนุ่มสาวในเกาหลีใต้ก็มองว่าการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม ที่ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันที่เกิดจากชนชั้นผู้นำ ต้องการลดอิทธิพลของบริษัทใหญ่และระบบอุปถัมภ์ ต้องการโอกาสทางเศรษฐกิจและการมีงานทำ รวมถึง ต้องการหาทางออกกับเกาหลีเหนือโดยสันติวิธีด้วยการเจรจาและมาตรการทางเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งหมดก็คือ นโยบายหาเสียงของนายมูน เจ อิน ที่เสนอเป็นทางเลือกให้กับประชาชน และได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด ทำให้รัฐบาลใหม่มีความชอบธรรมเต็มที่ที่จะดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาตามที่ได้หาเสียงไว้
สาม เป็นความสำเร็จของระบบประชาธิปไตย ที่ประชาชนเกาหลีใต้ยังเชื่อในระบบประชาธิปไตยว่า เป็นกลไกที่สามารถใช้ยุติความเห็นแตกต่างในสังคมที่มีอยู่ได้ นำมาสู่การเปลี่ยนผู้นำและเปลี่ยนนโยบายของประเทศตามเสียงส่วนใหญ่ ขณะที่ประชาชนที่เป็นเสียงส่วนน้อย ที่ลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครคนอื่น ก็พร้อมรับฉันทามติ เคารพในการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ และต้อนรับการเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ เป็นความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตย ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสถานการณ์ในประเทศตะวันตกขณะนี้ ที่ศรัทธาของประชาชนต่อการทำหน้าที่ของนักการเมืองและระบบประชาธิปไตยได้ลดลงไปมาก เป็นผลให้ประเทศมีความแตกแยกมากขึ้น ขณะที่การเลือกตั้งก็ไม่สามารถนำไปสู่ความคิดใหม่ๆที่จะนำมาแก้ไขปัญหาของประเทศ
ขอแสดงความยินดีกับผู้นำเกาหลีใต้คนใหม่ ขอให้รัฐบาลใหม่ประสบความสำเร็จในการบริหารบ้านเมือง และนำพาประเทศตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ซึ่งเป็นนโยบายที่ประชาชนส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้ต้องการและสนับสนุน มองเกาหลีใต้แล้วมาดูตัวเรา ก็ต้องยอมรับว่า ประเทศเขาไปไกลจริงๆ









