ตลอดเดือนพ.ค.นี้ ยังคงมีหลากหลายประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลก ต้องจับตามองในแง่ของการลงทุนในตลาดหุ้น
ซึ่งหลายเรื่องถือเป็น “ความเสี่ยง” ที่ทำให้ตลาดหุ้นอาจต้อง“ปรับฐาน” ส่งผลให้เหล่ากูรูบางสำนัก แนะนำให้นักลงทุน “ถือเงินสดบางส่วน” เพื่อลดความเสี่ยง
สอดคล้องกับความเห็นของ บล.ทิสโก้ ที่ระบุว่า สาเหตุที่อาจทำให้ตลาดหุ้นอาจมี “ปรับฐาน” มีด้วยกัน “3ความเสี่ยง” ไล่มาตั้งแต่
ความเสี่ยงแรก คือ ตลาดมีความผิดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา สะท้อนผ่านช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ร่างกฎหมายประกันสุขภาพ American Healthcare Act ที่ถูกเสนอเพื่อใช้แทนกฎหมาย Obamacare ไม่สามารถผ่านสภาคองเกรส หลังเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ
แม้ว่า พรรครีพับลิกัน จะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนก็ตาม (237 เสียงจากทั้งหมด 430 เสียง) เนื่องจาก ส.ส.พรรครีพับลิกัน ประมาณ 40 เสียง ซึ่งรวมตัวกันเป็นกลุ่ม Freedom Caucus (กลุ่มอนุรักษ์นิยม) ได้คัดค้านกฎหมายดังกล่าว
ทว่าแม้เมื่อสัปดาห์ก่อน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จะมีมติอนุมัติร่างกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่ ด้วยคะแนนเสียง 217-213 เสียง แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวยังต้องถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาต่อไป
เหล่ากูรูหลากหลายสำนักเชื่อว่า ร่างกฎหมายสุขภาพฉบับใหม่ยังคงต้องเผชิญหน้าต่ออุปสรรคมากมาย อย่างน้อยแกนนำของพรรครีพับลิกันต้องใช้เวลาเกือบ 2 เดือน ในการรวบรวมคะแนนเสียง เพื่อให้เพียงพอต่อการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ขณะที่วุฒิสมาชิกยังต้องทำการแปรญัตติเนื้อหาสำคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย
ความเสี่ยงสอง คือ เรื่องการเมือง หลังประเทศเยอรมันนีจะมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 24 ก.ย.นี้ หากผู้นำประเทศคนใหม่มีนโยบายจัดทำประชามติ เพื่อออกจากสหภาพยุโรป ก็อาจส่งผลต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
ทว่าเรื่องการเมืองรอบโลกอาจคลี่คลายไปได้หนึ่งเปราะ หลัง “เอ็มมานูเอล มาครง” อดีตรมว.กระทรวงเศรษฐกิจ หนึ่งในผู้สมัครได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีประเทศฝรั่งเศส
หนึ่งในนโยบายหลักที่ “เอ็มมานูเอล มาครง” หาเสียงไว้ คือ วางแผนจะเพิ่มความร่วมมือระหว่างฝรั่งเศสและอียูมากขึ้น ทั้งเรื่องรายจ่ายภาครัฐ ,สภาพแวดล้อม ,กฎระเบียบด้านต่างๆของสังคม และการรักษาระดับสมดุลการคลังขาดดุลไม่ให้เกินระดับ 3% ของตัวเลขจีดีพีที่ทางอียูกำหนด
ความเสี่ยงสาม คือ เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต ซึ่งเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจที่สำคัญได้ปรับตัวลดลงในประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น หลังจากปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีก่อน ดัชนีที่ปรับตัวลดลงดังกล่าว บ่งชี้ได้ว่าอาจเริ่มอ่อนกำลังลงหลังจากนี้
ขณะเดียวกัน ดัชนีชี้ความเสี่ยงเชิงนโยบาย (Global Policy Uncertainty Index) ยังคงพุ่งสูงขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความเสี่ยงการเมืองที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก เช่น ความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ โดยเฉพาะการผลักดันภาษี Border Adjustment Tax เป็นต้น
หากพิจารณาถึงตลาดหุ้นที่พอจะสร้างผลตอบแทนได้ในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น หลังได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)
ขณะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดี และ Valuation ไม่แพงเมื่อเทียบในอดีต และผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง ที่สำคัญมีการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและซื้อหุ้นคืนตาม มาตรการปฏิรูปธรรมาภิบาล









