ในที่สุด พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ออกมา“การันตี”
ผลตรวจสอบการจัดซื้อ“เรือดำน้ำจีน”ของกองทัพเรือ ว่าไม่มีความผิดปกติ... แม้แต่งบประมาณมหาศาล 36,000 ล้านบาท ก็มีความเหมาะสม เพราะเป็นภาระผูกพันระยะยาวและเป็นงบปกติของกองทัพเรือ
ทั้งหมด"ไม่เกินความคาดหมาย”เพราะมีการดักคอไว้ก่อนแล้วว่าผลคงไม่ต่างจากกรณี “ไม้ล้างป่าช้า” และโครงการ“อุทยานราชภักดิ์”
ท่ามกลางเสียง“กล่าวหา”ว่าเป็นการ“หวังผล”เข้าไปมีบทบาทเป็นหนึ่งใน 250 ส.ว.เฉพาะกาล สืบต่ออำนาจไปอีก 5 ปี
รวมทั้งมีเสียงทวงถาม“ความเก่า”กรณี พงศ์ปณต สนิท นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดินชำนาญการพิเศษ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอาญานายพิศิษฐ์ เมื่อเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว กรณีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเรียกรับสินบน ต่อศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามคดีหมายเลขดำที่ 3766 / 2559
คำฟ้องระบุว่าโจทก์ ได้เข้าตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และพบการทุจริตที่ทำให้รัฐเสียหายกว่า 400 ล้านบาท จึงรายงานผลไปตามระบบราชการ จนถึงนายพิศิษฐ์ ในฐานะผู้ว่าฯสตง.
กรณีดังกล่าวทำให้ผู้ถูกตรวจสอบ ยื่นฟ้องนายพิศิษฐ์ ต่อศาลอาญา ในความผิดข้อกล่าวหาประพฤติมิชอบ และมีการนัดเจรจากันที่ศาลอาญาและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหลายครั้ง โดยโจทก์ได้รับคำสั่งให้เข้าร่วมเจรจาด้วย
มีการระบุในคำฟ้องว่าการเจรจาเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2559 ผู้ถูกตรวจสอบยื่นข้อเสนอ 4 ข้อแลกกับการถอนฟ้อง โดยสาระสำคัญคือ ห้ามโจทย์เข้าตรวจสอบทุจริตในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อีก และให้ย้ายโจทย์ไปจังหวัดอื่น
เมื่อโจทย์ไม่เห็นด้วยและยังคงเข้าตรวจสอบต่อเนื่อง นายพิศิษฐ์ จึงออกคำสั่งย้ายโจทก์ไปเป็นผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบฯ จ.ชลบุรี เป็นที่มาของการฟ้องร้องทั้งทางปกครองและอาญาดังกล่าว
ขณะที่นายพิศิษฐ์ ยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายสั่งห้ามเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทุจริตของหน่วยงานใด แต่การสั่งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ สตง.รายนี้ เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่
เรื่องนี้ต้องจับตาและติดตาม“กระบวนการพิสูจน์”...ให้สังคมสิ้นสงสัย !!!









