วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ว่าด้วยเรื่อง ตายายเก็บเห็ด

เมื่อเกือบสามสิบปีมาแล้ว หลังใช้ชีวิตต่างประเทศกว่าสิบปี ได้กลับเมืองไทยอย่างถาวร และเข้าทำงานกับบริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

วันหนึ่งเถ้าแก่ของบริษัทบอกว่า ตอนนี้ภาคเหนือกำลังจะบูม อยากได้ที่ดินสักแปลงแถวเชียงราย เพราะเชื่อว่าต่อไปเชียงรายจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทั้งจากคนไทยด้วยกันและคนจากประเทศใกล้เคียงกับประเทศไทย และให้ไปสอบถามศึกษาวิธีการซื้อที่ดินแปลงใหญ่สักแปลง

เนื่องจากครอบครัวคุณพ่อย้ายไปอยู่เชียงรายหลายปี และไปบุกเบิกตั้งวิทยาลัยครูเชียงราย ที่ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เลยไปพบเพื่อหาข้อมูล และได้รับการแนะนำให้ไปพบบุคคลผู้หนึ่ง นัยว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านหรืออะไรบางอย่างของหมู่บ้าน อยู่นอกตัวเมืองเชียงรายไปหลายกิโลเมตร

บุคคลผู้นั้น เมื่อทราบความต้องการ ได้พาไปดูที่ดินผืนหนึ่ง ด้านหนึ่งติดแม่น้ำกก อีกด้านหนึ่งติดเนินเขา เหมาะสมกับหลักฮวงจุ้ยมาก หน้าติดน้ำ หลังพิงเขา

เขาบอกว่าต้องการที่ดินเท่าไรให้บอกเขา เขาจะรวบรวมให้จากชาวบ้าน ร้อยสองร้อยไร่นี่ทำได้แน่

เพื่อความมั่นใจว่าเป็นที่ดินที่เจ้าของที่ดินมีสิทธิตามกฎหมายสามารถซื้อขายได้ จึงได้ไปขอพบเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัด เพื่อให้ช่วยตรวจเช็ค

เจ้าหน้าที่ที่ดินแจ้งว่า เป็นที่ดินป่าสงวน ผู้ที่เข้าไปทำกิน เข้าไปไม่ถูกต้อง ไม่มีสิทธิเข้าไปทำประโยชน์ในผืนที่ดินดังกล่าว

จึงบอกผู้ที่จะรวบรวมที่ดินว่า เจ้าพนักงานที่ดินเขาว่าอย่างนี้

บุคคลผู้นั้นบอกว่า อย่าห่วง เขาทำได้

ถามว่าทำอย่างไร

เขาบอกว่า ก็จะให้คนเข้าไปหักล้างถางพงเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวน ปลูกพืชบางชนิดในพื้นที่ ขอเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท) เพื่อแสดงว่ามีสิทธิครอบครองจากการเข้าไปทำกินในพื้นที่นั้น จากนั้นถ้าเราเห็นชอบก็ให้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันเอง รอจนกว่ารัฐจะประกาศว่าที่ดินสาธารณนั้นเป็นที่ดินเสื่อมโทรม แล้วมีการแก้ไขให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ได้ จากนั้นก็จะออกเอกสารสิทธิ สค.1 เมื่อเอกสารเรียบร้อยก็โอนกันได้ เท่านี้ก็จะได้ที่ดินผืนใหญ่ในราคาแสนถูก

พูดง่ายๆคือให้เราเป็นนายทุน จ่ายเงินล่วงหน้า แล้วพวกเขาจะจัดการกันเอง เขาไม่ขอเงินตอบแทน ขอแค่รถยนต์ปาเจโร่คันเดียว

บอกเขาว่า คงทำไม่ได้ตามที่เสนอมา มันไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น มันผิดกฎหมายทั้งหมด

เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะเกิดกับกลุ่มนายทุนและชาวบ้านจำนวนไม่น้อย เป็นวิธีการที่ใช้กันทั่วไป ยิ่งถ้าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนร่วม ยิ่งง่ายขึ้นเพราะขั้นตอนการออกเอกสารสิทธิอยู่ที่เจ้าหน้าที่ทั้งหมด

แต่ถ้าผิดพลาดประการใด ชาวบ้านที่เป็นมือปืนรับจ้างเข้าไปบุกป่าสาธารณะ ก็ต้องมีความผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่เป็นนายหน้าก็คงลอยตัว เจ้าหน้าที่รัฐก็คงสาวไม่ถึง และนายทุนหนุนหลังก็ยิ่งไปไม่ถึง ไม่สามารถโยงใยได้ ถ้าคดีขึ้นสู่ศาล ก็คงมีแต่ชาวบ้านที่จะต้องติดคุกเพราะเข้าไปบุกรุกจริง โดยไม่ได้ทำเพื่อตัวเองโดยตรง แต่เป็นเครื่องมือให้บุคคลหลายคนที่สั่งการถ่ายทอดกันหลายชั้นจนกฎหมายโยงไม่ถึง

เรื่องตายายเก็บเห็ดจึงน่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ไม่น่าต่างกับเรื่องเล่าข้างต้นเท่าใดนัก

กระบวนพิจารณาคดีทางศาลขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ถึงคนไหนก็เอาผิดคนนั้น แต่ถ้าไม่ถึง ก็จบเท่าที่สาวถึง

เรื่องทางศาลสำหรับตายายเก็บเห็ดจึงเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ในชั้นศาลเพื่อหาทางแก้ไข แต่การต่อสู้ในศาลของคนยากคนจนก็มีข้อจำกัดอยู่มาก

ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาทำให้สองตายายต้องรับโทษตามสถานความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ทางต่อสู้ในขั้นนี้ยังพอมีคือ

หนึ่ง...ศาลตัดสินตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดแจ้ง แม้ศาลจะมีข้อสงสัย แต่ระบบกล่าวหาทำให้ศาลไม่สามารถสั่งให้แสดงหลักฐานอื่นใดเพิ่มเติม เมื่อปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่าการกระทำถือเป็นความผิด และผู้ต้องหาไม่สามารถนำสืบค้านหักล้างได้ ก็ถือว่ากระทำความผิด ส่วนการลงโทษเป็นดุลยพินิจของศาล ซึ่งในเรื่องนี้ ศาลก็กรุณาลดโทษให้บ้างแล้ว

สอง..ถ้าภายหลังปรากฏหลักฐานใหม่เป็นที่แน่ชัดว่าทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด เช่นได้พยานใหม่ที่มีส่วนร่วมในวันที่ถูกจับกุม ในฐานความผิดให้การยืนยันว่าทั้งสองไม่ได้ทำผิดอะไร อาจร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคดีใหม่ และถ้าศาลพิพากษายก ทั้งสองจะต้องได้รับการเยียวยาจากกองทุนตามระเบียบ

คดีแบบนี้ จะยังเกิดขึ้นอีก เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวบ้านที่ตกเป็นเครื่องมือของนายทุน ด้วยหวังว่าจะได้ค่าตอบแทนเล็กๆน้อย โดยหารู้ไม่ว่าความผิดนี้มีโทษหนัก จากที่ในอดีตเกือบไม่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีเรื่องแบบนี้เลย