เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติ 141 ต่อ 13 งดออกเสียง 17 ให้ผ่าน “ร่างกฎหมายคุมสื่อฯ”
ก็แปลว่าบ้านเมืองเรากำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคมืด” แห่งเสรีภาพของข่าวสารอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ผมเขียนความเห็นต่อไปนี้ไว้ก่อนที่ สปท. จะมีการลงมติซึ่งผมคิดว่าเนื้อหายังใช้ได้สำหรับการทำความเข้าใจ ว่าคนกลุ่มหนึ่งกำลังจะทำอะไรกับบ้านเมืองนี้
อย่าหลงทางกับประเด็นเรื่อง “กฎหมายตีทะเบียนสื่อ” ที่คนกลุ่มหนึ่งอ้างการ “ปฏิรูปสื่อ” มาเขียนกติกาใหม่ที่จะจำกัดและคุมขังเสรีภาพข่าวสารของสังคมไทยขณะนี้
ประเด็นหลักที่ถูกต่อต้านคัดค้านคือการที่จะให้คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “สภาวิชาชีพสื่อฯ” สามารถกำหนดว่าใครควรจะได้ “ใบอนุญาต” ทำอาชีพสื่อสารมวลชนและมีสิทธิในการ “ถอนใบอนุญาต” ได้ตามดุลยพินิจของคณะกรรมการชุดนี้
เป็นอำนาจเหนือสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและสื่อสารของสังคม ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสังคมไทยหรือสังคมโลก
ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าสัดส่วนของ “ตัวแทนราชการ” และ “ตัวแทนสื่อ” อยู่ที่ข้างละกี่คน
ประเด็นใหญ่อยู่ที่ว่าการกำหนดอำนาจให้ “คนกลุ่มหนึ่ง” ไม่ว่าจะมาโดยวิธีใดก็ตามที่จะมีอำนาจในการกำหนดว่า ใครควรจะได้รับใบอนุญาตทำอาชีพสื่อหรือไม่นั้นเป็นระบอบเผด็จการโดยสิ้นเชิง
ขอยืนยันว่าไม่มีประเทศไหนมีกฎอย่างนี้ แม้แต่สิงคโปร์ที่บางคนกล่าวอ้างก็ไม่มีกฎนี้แต่อย่างไร (กรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะอ้างกันลอย ๆ เพื่อสนับสนุนแนวคิดสุดโต่งของตน)
ผมยืนยันอีกครั้งนะครับว่าแม้ว่าคณะกรรมการของ “สภาวิชาชีพสื่อฯ” ที่เสนอมานี้จะมีตัวแทนจากสื่อ 100% ก็รับไม่ได้
ด้วยหลักการง่าย ๆ ชัด ๆ ว่าไม่มีสังคมที่ไม่ใช่เผด็จการใด จะยอมให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจที่จะใช้ดุลยพินิจ ว่าใครควรจะได้รับใบอนุญาตที่จะประกอบอาชีพสื่อสารมวลชน
เพราะสื่อสารมวลชนมาจากคนหลากหลายอาชีพ และเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกสังคมประชาธิปไตยที่จะสื่อสาร แสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างเสรี เปิดกว้างและโปร่งใส
และหากการใช้เสรีภาพนั้นขัดต่อกฎหมาย ประเทศไทยก็มีกฎหมายทั้งแพ่งและอาญามากมาย ที่จะควบคุมการกระทำที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
อีกทั้งกฎหมายคอมพิวเตอร์ก็ควบคุมดูแลพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลในโลกอินเตอร์เน็ทอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว
มิหนำซ้ำ กสทช. ก็มีอำนาจควบคุมเนื้อหาและการทำหน้าที่สื่อโทรทัศน์และวิทยุอย่างกว้างขวางเช่นกัน
แปลว่ากลไกสังคมทุกวันนี้มีกฎหมายเพียงพอที่จะปกป้องประชาชน ที่อาจจะถูกการทำหน้าที่สื่อที่ไม่รับผิดชอบอย่างรอบด้านอยู่แล้ว
การอ้างว่า “สื่อไม่สามารถดูแลตนเอง” นั้นเป็นวาทกรรมที่กล่าวอ้างจากผู้ที่ต้องการให้ผู้มีอำนาจและนักการเมืองควบคุมสื่อให้ “อยู่ในคอก” เพื่อให้อำนาจกับตนเองหรือคนที่ตนเองควบคุมสั่งการได้สามารถกำหนดทิศทางการทำหน้าที่ของสื่อเท่านั้น
วงการสื่อกระแสหลักได้ตระหนักในการแสดงความรับผิดชอบ ในการรักษามาตรฐานและจริยธรรมของผู้มีอาชีพด้านสื่อสารมวลชนมาตลอด ด้วยการกระชับการทำหน้าที่ขององค์กรสื่อที่มีอยู่ และสร้างกลไกตรวจสอบกันเองเช่นสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน และดำเนินการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ
แน่นอนว่าไม่มีกลไกใดในสังคมจะทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ 100% แต่วงการสื่ออาชีพก็ได้พิสูจน์ถึงความพร้อมที่จะให้ตัวแทนประชาชน และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำหน้าที่สื่ออย่างเปิดกว้าง และมีตัวอย่างการสอบสวนกรณีร้องเรียนที่ได้ผลกำจัดพฤติกรรมที่ผิดหลักจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง
การทำให้สื่อทำหน้าที่อยู่ในกรอบของจริยธรรมอย่างรับผิดชอบจึงต้องให้สังคม คนอ่าน ผู้บริโภค ภาคประชาชนเป็นผู้มีบทบาทเข้ามาร่วมตรวจสอบ
มิใช่ให้อำนาจแก่นักการเมืองหรือข้าราชการ ที่ควรจะถูกสื่อที่รับผิดชอบตรวจสอบมากำกับควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อ อย่างที่ร่างกฎหมายฉบับนี้พยายามจะทำให้เกิดขึ้นอย่างน่ากลัว
ดังนั้น การที่ผู้ร่างกฎหมายฉบับนี้อ้างว่าจะพยายามผ่อนคลายความเข้มข้นด้วยการให้ตัวแทนของรัฐ 2 คนอยู่แค่ 2 เทอม และที่เหลือให้เป็นตัวแทนจากสื่อนั้น จึงเป็นเพียงการบิดเบือนประเด็นให้ผู้คนหลงเข้าใจผิดว่ายังไงๆ ก็ต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจในการตัดสินว่าใครจะได้รับใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพสื่อฯได้หรือไม่
สังคมไทยจะมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ และได้รับประกันสิทธิในการไหลเทของข้อมูลข่าวสารอย่างเสรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มีจุดยืนประการเดียวครับ
การให้อำนาจคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (แม้จะเป็นสื่อ 100%) ในการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใครทำอาชีพสื่อ และมีสิทธิถอนใบอนุญาตได้ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
ไม่ว่าจะบิดเบี้ยวเล่นลิ้นให้ดูเหมือนจะเป็นการ “ประนีประนอม” กับคนทำสื่อก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่า คุณกำลังจะสร้างกลไกที่ให้เผด็จการควบคุมสั่งการว่าข่าวไหนเสนอได้ข่าวไหนเสนอไม่ได้ ใครมีสิทธิแสดงความเห็นในทางใดและใครไม่มีสิทธิแสดงความเห็นไปทางไหน
อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้วครับ









