วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงจากสหรัฐ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวปราศรัยเนื่องในวาระดำรงตำแหน่งครบ 100 วัน

 ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่าหนัก ถึงนโยบายของสหรัฐและเกิดการเดินขบวนประท้วงในกลายๆนโยบาย แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังย้ำนโยบาย“อเมริกาต้องมาก่อน” ในการสร้างความเข้มแข็งและยึดผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน ซึ่งการประท้วงและการวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งและดูเหมือนว่าไม่ว่าจะขยับทำอะไรก็มักจะถูกโจมตีอย่างรุนแรงเสมอ ทั้งภายในประเทศเองและต่างประเทศ

ผู้คนจำนวนไม่น้อยมองประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยความสังสัยและวิตกกังวล โดยเห็นว่านโยบายที่ประกาศมาแต่ละอย่างนั้นแทบไม่มีรายละเอียดใดให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในบางเรื่องพูดกลับไปมาจนนักวิจารณ์อเมริกันเองพูดด้วยน้ำเสียงแรงๆ ถึงประธานาธิบดีของตัวเองว่านโยบายอเมริกาตกต่ำสุด เพราะมุ่งแต่ดูแลผลประโยชน์ส่วนตัวและบางกรณีถึงกับมีนโยบายเชิงขู่บังคับให้คนอื่นต้องทำตามตัวเอง และกำลังนำโลกเข้าไปสู่ความวุ่นวายครั้งใหญ่ภายใต้นโยบายเช่นนี้ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

แต่คนที่ชื่นชอบนายทรัมป์ออกมาตอบโต้ว่า ความไม่ชัดเจนของนโยบายสหรัฐ ในบางเรื่องบางประเด็นนั้นมาจากลักษณะเฉพาะของประธานาธิบดีทรัมป์เอง กล่าวคือเป็บรูปแบบเฉพาะการบริหารงานของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่หากพิจารณาจากท่าทีของสหรัฐและบทบาทที่แสดงออกในช่วง  100 วันที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าได้ส่งผลกระทบในหลายด้าน อย่างน้อยเป็นการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากนโยบายเหล่านั้นมีผลบังคับใช้จริง โดยเฉพาะนโยบายทางการค้าและความพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเซียมากขึ้นกว่าเดิม

เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจของโลก ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก ทำให้การขยับตัวของสหรัฐสร้างผลสะเทือนอย่างมาก ซึ่งหลายเรื่องของนโยบายสหรัฐได้มีการประเมินว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโลกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบทบาทในคาบสมุทรเกาหลีในขณะนี้ที่กังวลว่าอาจเกิดสงครามขึ้นมาอีกครั้ง หรือแม้แต่นโยบายเรื่องภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล และสิ่งที่อาจกระทบกับผู้คนในวงกว้างขึ้นไปอีกก็คือนโยบายด้านการค้าของสหรัฐ

แต่ที่สร้างความมึนงงมากไปกว่านั้น เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์บอกว่า ตั้งแต่บริหารประเทศได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหลายประเทศ ทั้งเยอรมัน อังกฤษ ญี่ปุ่นและจีน ทั้งๆที่ความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านี้ถือว่าไม่มีปัญหามาตั้งแต่ต้น เพียงแต่เกิดความกังวลขึ้นจากนโยบายหลายอย่างของนายทรัมป์เอง ทั้งเรื่องการขู่จะเล่นงานบริษัทต่างชาติและเรื่องพันธมิตรเก่าแก่อย่างองค์การป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือนาโต้  ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกฏกติการะหว่างประเทศครั้งใหญ่และเป็นกฏกติกาที่ยึดถือกันมานานนับครึ่งศตวรรษ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในฐานะประเทศเล็กย่อมได้รับผลกระทบหากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆขึ้น ซึ่งจากการประเมินล่าสุดของหน่วยงานด้านนโยบายของไทยเห็นว่านโยบายของนายทรัมป์ที่ออกมานั้นไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรกับไทยมากนัก โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ แม้จะมีความกังวลว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจเห็นชัดเจนในช่วงปลายปี เมื่อสหรัฐประกาศมาตรการออกมาจริงๆ แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น ในขณะที่เค้าโครงของเรื่องราวทั้งหมดยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดความชัดเจนขึ้นมาในเร็ววัน

เมื่อติดตามนโยบายของนายทรัมป์ทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ยังไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันมากนักในช่วง 100  วันที่ผ่านมา แต่จากความไม่ชัดเจนนี้เองถือเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง หากสหรัฐยังขับเคลื่อนนโยบายเหมือนในช่วง  100  วันของประธานาธิบดีทรัมป์ ก็จะทำให้สังคมโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนไปอีกเกือบ 4 ปี เพียงแต่หวังว่า หากประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญกับกระแสการเมืองในประเทศกดดันมากขึ้น จะไม่ไปเปิดสงครามที่ไหนเท่านั้น เพราะนั่นจะยิ่งทำให้โลกวุ่นวายมากยิ่งขึ้นเป็นวทีคูณ โดยเฉพาะในเอเซีย ที่ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง