คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มักออกจากกรุงวอชิงตัน ไปพักผ่อนหย่อนใจ ณ บ้านหลังใหญ่ของเขา
ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายทะเลทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา เขาใช้เวลาบางส่วนเล่นกอล์ฟในสนามของเขาในย่านนั้น แต่คงไม่เป็นที่ทราบกันนักว่า นอกจากบ้านและสนามกอล์ฟแล้ว เขายังเป็นเจ้าของตึกใหญ่ ๆ อีกไม่ต่ำกว่า 7 หลังซึ่งตั้งอยู่ใกล้ชายทะเลในย่านนั้นอีกด้วย
เนื่องจากนายทรัมป์มิใช่คนโง่ เขาย่อมทราบเรื่องผลการศึกษาของนักวิชาการที่สรุปว่า อีกไม่นานภาวะโลกร้อนจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จนส่งผลให้แผ่นดินในย่านบ้านและอสังหาริมทรัพย์ของเขาถูกน้ำท่วมหนักยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน น้ำท่วมย่านนั้นบ่อยมาก ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลงทุนแก้ปัญหาด้วยมาตรการหลายอย่าง อาทิเช่น ยกระดับสิ่งปลูกสร้างและถนน สร้างพนังกั้นน้ำทะเลและเปลี่ยนวิธีระบายน้ำฝน แต่นายทรัมป์ดูจะไม่ให้ความสำคัญกับภาวะดังกล่าวคงเพราะเขาไม่เชื่อนักวิชาการ หรือไม่เขาก็คิดหาทางหนีทีไล่ไว้พร้อมแล้ว
นายทรัมป์อาจไม่เชื่อผลการศึกษาของนักวิชาการทางด้านสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน หากดูจากการแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งและมาตรการทางด้านนี้ อาทิเช่น เขาแต่งตั้งผู้ไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อม สั่งลดจำนวนพนักงานและตัดทอนงบประมาณขององค์กรนั้นถึงเกินร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ อนุญาตให้เหมืองถ่านหินทิ้งหางแร่ได้ตามใจชอบแม้หางแร่นั้นจะทำลายแหล่งน้ำดื่ม และสั่งให้ยกเลิกมาตรการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมจำนวนมากซึ่งเกิดขึ้นในสมัยนายบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้สูงว่านายทรัมป์เห็นคล้อยตามผลการศึกษาของนักวิชาการ แต่ได้หาทางหนีทีไล่ซึ่งจะทำให้เขาได้ประโยชน์ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพราะประวัติบ่งว่าเขาสามารถทำเงินได้เสมอ ไม่ว่าภาวะแวดล้อมจะเป็นเช่นไรรวมทั้งการใช้กฎหมายล้มละลาย และการกดดันผู้อื่นให้ทำอะไรตามใจเขา แม้ในบางกรณีดูจะมีปัญหาเกี่ยวกับจรรยาบรรณก็ตาม นายทรัมป์ย่อมรู้ว่าภาวะน้ำท่วมร้ายแรง ชนิดทำให้อสังหาริมทรัพย์ในฟลอริดาของเขาจมบาดาลครั้งละนาน ๆ จะไม่เกิดขึ้นในวันสองวันนี้ ฉะนั้น เขายังพอมีเวลาหาทางขายสมบัติเหล่านั้นได้ หรือไม่ก็อาจกดดันให้รัฐบาลลงทุนในสิ่งที่จะมีผลดีต่อทรัพย์สมบัติของเขา
เนื่องจากนายทรัมป์มิใช่คนโง่และมีประวัติอันยาวนาน เรื่องการแสวงหาประโยชน์แบบเอาเปรียบสังคม ฉะนั้น จึงพอจะอนุมานได้ว่าเขาวางแผนล่วงหน้าไว้อย่างดี และไม่สนใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคนอื่น กับบ้านเมืองและกับโลก ผลการศึกษาของนักวิชาการบ่งว่า ในบรรดาเมืองใหญ่ 20 เมืองทั่วโลกที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการจมบาดาลนั้น ย่านบ้านและอสังหาริมทรัพย์ของนายทรัมป์มีความเสี่ยงสูงเป็นลำดับ 6 ตามด้วยมหานครนิวยอร์ก เมืองนิวออร์ลีน ย่านเมืองแทมปาในรัฐฟลอริดาและเมืองบอสตัน ส่วนเมืองที่มีความเสี่ยงลำดับ 1 ได้แก่กวางเจาของจีนซึ่งมีเมืองเสี่ยงสูงรวม 5 เมืองด้วยกันตามด้วยย่านมุมไบของอินเดียซึ่งมีเมืองเสี่ยงสูงรวม 4 เมือง
นอกจาก 3 ประเทศนั้นแล้ว อีก 6 ประเทศมีเมืองที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะน้ำท่วมร้ายแรงมากรวมอยู่ประเทศละ 1 เมือง ในจำนวนนี้ ไทยมีกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 18 คอลัมน์นี้เคยอ้างถึงหลายครั้งเรื่องการเสนอให้สร้างเมืองใหม่เพื่อถ่ายโอนความแออัดส่วนหนึ่งออกไปจากกรุงเทพฯ เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ไม่มีผู้นำคิดจะทำนอกจากนายทักษิณ ชินวัตร น่าเสียดายที่เขามิได้เสนอให้ทำแบบตรงไปตรงมา จึงเกิดปัญหาจนต้องพับโครงการ
ในช่วงเวลา 3 ปีที่รัฐบาลนี้มีอำนาจและประกาศจะปฏิรูปประเทศ มีแต่คิดที่จะเพิ่มความแออัดรวม ทั้งการจะให้นำที่ดินย่านมักกะสันและอีกหลายส่วนของประเทศ มาทำเป็นเขตการค้าและโรงงานมากกว่าเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เรื่องสร้างเมืองใหม่จึงต้องรอไปถึงรัฐบาลหน้า ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล จนถึงกับจะเสนอให้สร้างเมืองใหม่เพื่อถ่ายโอนความแออัดออกจากกรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ เมื่อใดย่านบ้านนายทรัมป์ถูกน้ำท่วมเป็นเวลานาน กรุงเทพฯ จะจมบาดาลนานนับเดือน






