กรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) ปรับองค์กรครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องบุคลากรเพื่อมารองรับนโยบายระดับประเทศ รวมทั้งปรับลักษณะงานของสศช. จะต้องมุ่งไปที่การวางยุทธศาสตร์หรือวางแผนระดับประเทศ เช่นเดียวกับหน่วยงานที่เป็นมันสมองของประเทศพัฒนาแล้ว ที่มักจะมุ่งไปที่การวางแผนในเรื่องใหญ่และมีความซับซ้อน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่จำเป็นต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้หากต้องการพัฒนาประเทศเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น
นายสมคิดให้ข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตอนนี้งานบางอย่างสั่งไปก็ยังทำไม่ได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสศช.มีคนน้อย ทำให้รัฐบาลต้องมีทีมของตัวเองขึ้นมา” และ“อยากเห็นสศช.เป็นหน่วยงานวางแผนทำงานใหญ่ๆเพื่อพัฒนาประเทศให้กับรัฐบาลมากกว่า จำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สศช.ต้องพิจารณา” ซึ่งหากสศช.จะต้องปรับให้ตามเป้าหมายที่นายสมคิดอยากเห็น ก็ถือว่าเป็นงานใหญ่อย่างมากสำหรับสศช.เอง เพราะนั่นหมายถึงการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ทั้งต่อตัวองค์กรและต่อความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นของรัฐบาล
ปัญหาของสศช.จนทำให้“รัฐบาลต้องมีทีมของตัวเองขึ้นมา” ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคนี้เท่านั้น แต่พบเห็นได้จากรัฐบาลก่อนหน้านั้น โดยรัฐบาลไม่ค่อยให้บทบาทกับสศช.มากนักในการวางแผนหรือการกำหนดนโยบาย ขณะที่สศช.ก็เพียงแต่มีหน้าที่ตามกฎหมายต่างๆกำหนดไว้ว่าต้องมีบทบาทอย่างไร อาทิ นั่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือนั่งเป็นกรรมการตามที่รัฐบาลกำหนด เพื่อทำหน้าที่แสดงความเห็นในบางประเด็น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนที่ไม่สามารถไปกำหนดกฎเกณฑ์อะไรได้มากนัก
หากมองให้ลึกลงไปถึงสาเหตุของ“ต้องมีทีมของตัวเองขึ้นมา” จะเห็นได้ว่าปัญหาของสศช.ก็เหมือนกับหน่วยงานอื่นของหน่วยงานราชการ นั่นคือ ตามไม่ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกและของสังคมไทย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในยุคหลังที่โลกไร้พรมแดน ทำให้การคาดการณ์หรือประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีความคลาดเคลื่อนสูงมากหากไม่สามารถติดตามสถานการณ์ได้ทัน อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานของรัฐทั้งหมดเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ในภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าหน่วยงานรัฐปรับเปลี่ยนช้าที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
อันที่จริง ความไม่เท่าทันหรือตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคมไม่ทันนั้น เป็นเรื่องใหญ่ของหน่วยงานราชการมาช้านาน หากเป็นหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจก็มักจะได้ยินเสียงบ่นจากประชาชน หรือภาคธุรกิจเสมอว่าหน่วยงานราชการล้าสมัยตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จนล่าสุดรัฐบาลได้เร่งในเรื่องของการอำนวยความสะดวกการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทำให้หลายปัญหาคลี่คลายลง แต่หากพิจารณาในเรื่องทางสังคมที่มีเหตุปัจจัยมากมาย ก็ยิ่งมีคำถามมากขึ้นว่าหน่วยงานรัฐสามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน
ดังนั้น เรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาล หากต้องการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยมอบบทบาทหลักให้กับสศช.นั้น อาจไม่เพียงพอหากต้องการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ เพราะลำพังการปฏิรูปสศช.เพียงหน่วยงานเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือการปฏิรูปหน่วยงานราชการทั้งหมด เพื่อรองรับแผนหรือยุทธศาสตร์ที่เห็นว่าจำเป็นต้องเดินต่อไป เพราะอย่าลืมว่ากลไกราชการถือว่าเป็นกลไกหลักของประเทศ ซึ่งในที่สุดส่วนนี้เองจะเป็นเรื่องสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่ายุทธศาสตร์ หรือแผนพัฒนาประเทศจะประสบความสำเร็จหรือไม่






