วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถาบันครอบครัว ฐานรากเคลื่อนชาติ

เข้าสู่วันที่ 2 ของเทศกาลสงกรานต์ วันนี้รัฐบาลยังกำหนดให้เป็น “วันแห่งครอบครัว” มาตั้งแต่ปี 2532

 สมัยรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าเป็นวันที่สมาชิกในครอบครัว มีโอกาสมาพบปะกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในวันปีใหม่ไทย

แม้ว่า สถาบันครอบครัว จะเป็น “หน่วยที่เล็กที่สุด” ของสังคม ทว่ากลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นต้นทางในการ“เพาะบ่ม”คนให้มีคุณภาพ โดยเฉพาะในวัยเด็กที่จะเติบใหญ่ เป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศชาติในอนาคต เปรียบเหมือนการฐานรากที่แข็งแรง จึงจะทำให้บ้าน (ประเทศชาติ) แข็งแกร่ง ยั่งยืนตามไปด้วย

นอกจากนี้สถาบันครอบครัวยังเป็นการ “รวมศูนย์” ของบุคคลทุกเพศทุกวัย หญิง ชาย ในวัยเด็ก วัยทำงาน และผู้สูงวัย ดังนั้นหากครอบครัวใดดูแลสมาชิกในครอบครัวดี เข้าอกเข้าใจกันแล้ว ย่อมจะช่วยลดปัญหาทางสังคม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ เป็นภาระของรัฐในการเยียวยา แก้ปัญหาสังคมผ่านงบประมาณปีละหลายแสนล้านบาท เช่น ปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาเด็กติดยา คนเร่ร่อน ผู้สูงวัยขาดคนดูแล เป็นต้น  

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา นับว่า รัฐบาลให้ความใส่ใจกับการสร้างความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ผ่านรูปธรรมในการจัดตั้ง “กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์” โดยนอกจากจะมีภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม การสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคมแล้ว ยังมีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต สถาบันครอบครัวและชุมชน ยังมีหน่วยงานในสังกัด เช่น กรมกิจการผู้อายุ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นต้น 

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมารัฐยังให้สวัสดิการสังคมผ่านหลายกองทุน อาทิ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยบุตรแรกเกิด เบี้ยคนพิการ รวมถึงการให้สวัสดิการคนจน เป็นต้น 

ตามข้อมูลจากกระทรวงการคลัง เผยว่า ระดับรายจ่ายเพื่อสวัสดิการของประชาชน ให้อยู่ในระดับ 2-3% ของการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 งบประมาณที่รัฐบาลจ่ายเพื่อสมทบในภาระงบประมาณด้านชราภาพของไทย รวมเป็นเงินงบประมาณ 3 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีประมาณ 2% เศษ ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า งบประมาณในส่วนนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8 แสนล้านบาท  รัฐจึงต้องเร่งจัดหารายได้ในหลายแนวทาง เพื่อลดผลกระทบฐานะการคลังในอนาคตจากงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสังคมไทยที่จะกำลังจะเดินสู่ “สังคมสูงวัย” 

ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องร่วมกันหันกลับมามองหน่วยเล็กที่สุดของสังคม ตระหนักรู้ถึงการสร้าง “สถาบันครอบครัว” ที่เข้มแข็ง พระในบ้านคือผู้ใหญ่ในครอบครัว เด็กคือแก้วตาดวงใจ คู่สามีภรรยา คือ การร่วมทุกข์ร่วมสุข อย่างมองข้ามจุดเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่นี้