เมื่อวานนี้(11 เม.ย.) ถือเป็นวันแรกของการเข้าสู่ช่วง 7 วันอันตราย คือในระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.
ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่ ต่างเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อทำบุญ รดน้ำดำหัวผู้หลักผู้ใหญ่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์
000 โดยในปีนี้ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กระทรวงมหาดไทยได้ขานรับนโยบายรัฐ โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในทุกพื้นที่ในการวางมาตรการลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจากอุบัติเหตุทางถนน
000 โดยเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากมท.1 อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ว่ากระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย บูรณาการสร้างความปลอดภัย ทางถนนในรูปแบบประชารัฐ ภายใต้แนวคิด “ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร” ตาม มาตรการ “6 ด้าน” ได้แก่ ด้านถนน ด้านยานพาหนะ ด้านการสัญจร ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ด้านความปลอดภัยทางน้ำ และด้านการช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้จะบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด และยึดตามกฎหมาย คำสั่งคสช.ที่ 46/2558 คือ ยึดรถคนเมาแล้วขับ อีกด้วย
000 เช่นเดียวกับในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.)ว่า ในเรื่องการกวดขันบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในช่วงสงกรานต์นี้นั้น ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนตรวจปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงทำให้เสียชีวิตและบาดเจ็บในช่วง 7 วันอันตราย โดยอำนาจดังกล่าวถือเป็นอำนาจที่พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน
000 นอกจากนี้พ.ร.บ.จราจรทางบก ยังได้มีการเพิ่มเติมกฎหมายด้วยว่า หากผู้ที่ขับขี่ไม่ยินยอมให้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์จะถือว่าเมา อีกด้วย
000 ต้องยอมรับว่า ในเรื่องของความประมาทและการเมาแล้วขับยังถือเป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ของการเกิดอุบัติเหตุในช่วงปีที่ผ่านมา ดังนั้นผู้ที่ดื่มสุราจึงควรที่จะต้องตระหนักว่า อุบัติเหตุอาจไม่ได้เกิดแค่เฉพาะคุณหรือคนที่คุณรักเท่านั้น แต่อาจจะมีผู้ที่รับเคราะห์จากความประมาทของคุณก็เป็นได้!!
............
- ดารากร -









