วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทิศทางการเมือง ในมือสนช.

หลังจาก "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2560" มีผลบังคับใช้ในวันนี้ (6 เม.ย.)

 จะมีภารกิจต่อเนื่องเกิดขึ้นกับหลายองคาพยพทางการเมือง และจะคึกคักขึ้นเป็นลำดับนับจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ใน 19 เดือนข้างหน้า ตามปากคำของ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งน่าจะถือเป็นคำยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นราวปลายปี 2561 แน่นอน เพราะหากการเลือกตั้งจะสามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่านั้น ก็จะต้องมาจากกระบวนการการทำงาน ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะสามารถร่างกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ได้เร็วกว่ากรอบเวลา 240 วัน มากน้อยแค่ไหน 

ภารกิจของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจากนี้ไป ในลำดับแรกจะต้องส่งร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ คือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง และพ.ร.ป.พรรคการเมือง ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รับไม้ต่อไปพิจารณาตามกระบวนการเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย ตามที่ให้สัญญาไว้ว่าจะส่งให้ทันทีในวันรุ่งขึ้น หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งหมายถึงจะต้องส่งให้สนช.ภายในวันที่ 7 เม.ย. และลำดับต่อไปก็จะต้องทำกฎหมายรองรับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) รวมทั้งร่างกฎหมายลูกว่าด้วยองค์กรอิสระทั้งหลายอีก 6 ฉบับ

ขณะเดียวกันรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะต้องเร่งเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พร้อมทั้งกฎหมายจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อย เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติเช่นเดียวกัน ซึ่งหลังจากการตรวจถ้อยคำและรายละเอียด ครม.ก็จะสามารถนำเสนอ สนช.พิจารณาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ทันที ตามกรอบเวลาเพียง 120 วัน ที่สั้นกว่าบรรดากฎหมายลูก เพราะจำเป็นจะต้องมีกฎหมายนี้ออกมาเป็น “แม่บท” ให้รัฐบาลใหม่เดินตาม จึงต้องออกกฎหมายมารองรับและพร้อมใช้เสียตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง

แม้แต่การเรียกประชุมผู้บริหารระดับปลัดกระทรวง เพื่อเตรียมพร้อมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี วานนี้ (5 เม.ย.) ก็มีการกำชับแต่ละกระทรวงถึงแนวการปฏิบัติหลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอร่างกฎหมาย ที่หลายกระทรวงอย่างเช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องมีภารกิจในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ลุล่วงภายในเวลา 240 หรือ 8 เดือน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 บังคับใช้ด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้นภารกิจใน “ไม้สุดท้าย” ทางการเมือง จึงตกเป็นภาระของสนช.แทบทั้งสิ้น 

ที่สำคัญหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกนำเสนอในเนื้อหาร่างกฎหมาย ยังสามารถถูกแก้ไข ตัดทอนได้ในชั้นนี้ จนแทบจะกล่าวได้ว่าสุดท้ายแล้ว สนช.จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งการกำหนดเนื้อหาในกฎหมายฉบับสำคัญ ที่รวมไปถึงกฎหมายที่จะใช้กำกับการทำงานของรัฐบาลในวันข้างหน้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาโดยไร้ใบสั่ง เพราะสิ่งที่สังคม “ระแวง” และตั้งข้อกล่าวหาเอาไว้ล่วงหน้าถือว่าเป็นข้อหาร้ายแรง ด้วยข้อกังวลที่ว่าอาจมีการเอาใจ “ผู้มีอำนาจ” ด้วยการผลิตกฎหมายเอื้อประโยชน์หรือตอบโจทย์บางเรื่องบางประเด็น เพื่อแลกกับการ “อยู่ต่อ” ในโควตา ส.ว.สรรหา