เดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านพ้นไป บรรยากาศคล้ายๆ เป็นเดือนแห่งการวิสามัญฆาตกรรม
เพราะมีกรณีที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวถึง 2 กรณี
หนึ่ง คือ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ถูกยิงเสียชีวิตใกล้ๆ ด่านตรวจบ้านรินหลวง เจ้าหน้าที่อ้างว่าตรวจรถเจอยาเสพติด และชัยภูมิขัดขืนการจับกุมด้วยการพยายามปาระเบิดมือใส่เจ้าหน้าที่ ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยิง “เพื่อป้องกันตัว”
สอง คือ นายอิสมาแอ หามะ กับ นายอาเซ็ง อูเซ็ง สองผู้ต้องสงสัยคดียิงรถนักเรียน 4 ศพเมื่อต้นเดือนมี.ค. ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฯขณะกำลังเข้าจับกุมใน อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าทั้งสองคนขัดขืนและยิงต่อสู้ ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยิง “เพื่อป้องกันตัว”
ทั้ง 2 กรณีมีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ประเด็น ตั้งแต่คนใกล้ชิด และคนในพื้นที่ใกล้เคียงจุดเกิดเหตุไม่เชื่อว่ามีการต่อสู้ขัดขืน มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ให้ข้อมูลตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกรณีที่สองนั้น น้องสาวของนายอิสมาแอ นั่งมาในรถด้วย และไม่ได้ถูกกระสุนจากการยิงปะทะ (ตามที่เจ้าหน้าที่อ้าง) เธอออกมาเล่าเหตุการณ์กับสื่อบางแขนงคนละเรื่องกับที่เจ้าหน้าที่ให้ภาพ
ขณะเดียวกัน บรรดาข้อมูลที่จะอธิบายเหตุการณ์ได้อย่างแจ่มชัด เช่น ภาพจากกล้องวงจรปิด (กรณีชัยภูมิมีภาพ) หรือผลการชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการ ดูจะเป็นความลับทางราชการขึ้นมาทันที
การวิสามัญฆาตกรรม ต้องทำความเข้าใจว่าไม่ใช่ “ใบอนุญาตฆ่า” ที่ให้สิทธิเจ้าหน้าที่ยิงใครก็ได้ แต่มีเงื่อนไขทางกฎหมายรัดกุมพอสมควร แต่ที่ผ่านมาเนื่องจากอำนาจการสอบสวนอยู่ในมือ “คนมีสี” ด้วยกัน ทำให้การพิสูจน์ความถูกผิดของการวิสามัญฆาตกรรมทำได้ยากอย่างยิ่ง
ขณะที่ในทางสังคม หากรัฐปล่อยให้เกิดกรณีวิสามัญฯปริศนาขึ้นบ่อยๆ ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาเรื่อง “การฆ่านอกกระบวนการยุติธรรม”
ผู้รู้ทั้งเรื่องคนชายขอบ และการก่อการร้าย ให้ทัศนะตรงกันว่า การแก้ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย และการก่อความไม่สงบ หากฝ่ายรัฐใช้วิธีการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็จะพ่ายแพ้ในทางความมั่นคงทันที
หลายๆ กรณีเข้าตำรา “ชนะศึกแต่แพ้สงคราม”









