หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม 2 ฉบับ
โดยนำเรื่องการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติหรือเอ็นโอซี ไว้ในข้อสังเกตของร่างกฎหมาย ส่งผลให้การเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียม ที่จะหมดอายุสัมปทานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสามารถเดินหน้าต่อไปได้ หลังจากประเด็นการเปิดสัมปทานได้รับการคัดค้าน จนทำให้เกิดความล่าช้ากว่าแผนเดิมกว่า 2 ปี ในขณะเรื่องการตั้งเอ็นโอซีต้องเริ่มกระบวนการกันใหม่ ในขั้นของการพิจารณาของรัฐบาล และหากเห็นชอบก็จะต้องร่างกฎหมายขึ้นมาจัดตั้งเป็นการเฉพาะ
อันที่จริง ประเด็นการเปิดสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมที่หมดอายุสัมปทานและข้อเสนอการจัดตั้งเอ็นโอซี เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปฏิรูปพลังงานของประเทศ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลที่ทำมาแล้วในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการลดเงินอุดหนุนพลังงานบางประเภทและการปรับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ในหลายด้าน รวมถึงการบริหารแหล่งพลังงานของประเทศและการจัดหาพลังงานเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ เพียงแต่ข้อขัดแย้งในครั้งมุ่งไปที่การบริหารงานพลังงานของประเทศเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากที่สุด
หากใครที่ติดตามประเด็นการปฏิรูปพลังงาน จะเห็นได้ว่าส่วนมากถกเถียงวนเวียนในเรื่องการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ โดยแบ่งเป็นสองฝ่ายที่ยากจะพูดคุยให้ตรงกันได้ ระหว่างฝ่ายที่เห็นว่ามุ่งไปที่ประสิทธิภาพการจัดหาพลังงานเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้เป็นฝ่ายภาครัฐที่มีหน้าที่จัดหาแหล่งพลังงาน ส่วนประเด็นการบริหารนั้นเห็นว่ามีกฎกติกาต่างๆ กำกับดูแลอยู่แล้ว ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนภายนอกหน่วยงานด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่าภาคประชาชนหรืออะไรก็ตาม มักจะสงสัยในเรื่องความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐเป็นสำคัญ
หากจะกล่าวกันตามสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะเห็นว่าประเด็นความโปร่งใสในหน่วยงานรัฐนั้นเป็นประเด็นปัญหามานาน โดยเฉพาะเมื่อไปเกี่ยวข้องการแสวงหาประโยชน์จากฝ่ายการเมืองหรือผู้มีอำนาจในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อมีการหยิบยกมากล่าวถึงนโยบายใดของภาครัฐก็ตาม ทำให้ความสงสัยและหวาดระแวงเกิดขึ้นเสมอ และเชื่อว่าประเด็นเรื่องความไม่ไว้วางใจหน่วยงานรัฐนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน และหากจะให้คนกลุ่มอื่นในสังคมเชื่อถือนั้นยังต้องเป็นงานหนักในการสร้างความเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยต่อการเปิดสัมปทานของรัฐบาลจะเป็นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องทำคือกระบวนการทั้งหมดนับจากนี้ไป ในเรื่องพลังงานจะต้องดำเนินการด้วยความโปร่งใสมากที่สุด โดยเฉพาะกระบวนการเปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐที่ยังเป็นรัฐวิสาหกิจอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) หรือ ธุรกิจพลังงานอย่างกลุ่มปตท.ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งการอ้างเหตุผลว่ามีกฎกติกาดูแลอยู่แล้วนั้นอาจไม่เพียงพอในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนที่มีปัญหามานาน
ดังนั้น การปฏิรูปพลังงานที่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ เช่นเดียวกับการปฏิรูปด้านอื่นๆ จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสร้างความเข้าใจให้กับสังคมเท่านั้น และหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องตระหนักอยู่เสมอว่ากระบวนการสร้างความเข้าใจต้องใช้เวลานาน หาใช่จะประสบความสำเร็จเพียงข้ามคืน และต้องตระหนักว่านโยบายหรือโครงการขนาดใหญ่นั้นย่อมส่งผลกระทบทางใดทางหนึ่งเสมอ ซึ่งการสร้างความเข้าใจให้กับสังคมมีความสำคัญพอๆ กับการปฏิรูปการบริหารงานของตัวเอง และเป็นเรื่องที่สำคัญหากรัฐบาลต้องการปฏิรูปพลังงานอย่างยั่งยืน









