ต้องยอมรับว่าสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าของไทย กำลังเข้าใกล้ภาวะ “วิกฤติ”
โดยมีเรื่องของ “การจัดหา” เป็นประเด็นหลักที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย ตามการขยายตัวของประชากร เห็นได้จากที่ผ่านมา มักมีการต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า อาทิ การก่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ทำให้การดำเนินโครงการล่าช้าออกไป
หรือกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนการอนุญาตของบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ เนื้อที่ 39 ไร่ โดยวินิจฉัยว่า กิจการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าของบริษัทดังกล่าว ไม่เอื้อประโยชน์แก่เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการส่งผลกระทบให้บริษัทอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เช่าใช้พื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อดำเนินกิจการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ทั้ง 16 บริษัท 17 โครงการ อาจถูกเพิกถอนการอนุญาตตามมาแม้ว่าที่สุดแล้วสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) จะ “ปลดล็อก”ปัญหา โดยสรุปผลการตรวจสอบการเช่าที่ดินดังกล่าว เพื่อติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า 17 โครงการว่าไม่ผิดกฎหมาย ปฏิบัติตามสัญญา โดยเกษตรกรในพื้นที่ได้ประโยชน์ไปแล้ว ก็ตาม
เหล่านี้ล้วนเป็นกรณีตัวอย่าง สะท้อน “ความยากลำบาก” ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลัก (เชื้อเพลิงฟอสซิล) หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก อาทิ โรงไฟฟ้าชีวมวล ชีวภาพ ฯลฯ จนทำให้ที่ผ่านมา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หน่วยงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ต้องหาทางออกเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการต่อเสาพาดสายรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังมีประเด็นเรื่องความมั่นคง หากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือกรณีการหยุดซ่อมบำรุง ที่จะส่งผลกระทบต่อปริมาณกระแสไฟฟ้าในไทย
ล่าสุดกับ “ปมความขัดแย้ง” ทางความคิดถึงความจำเป็นในการจัดตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” (NOC- National Oil Company) เข้ามาบริหารสัมปทานปิโตรเลียมของประเทศ โดยระบุว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปิโตรเลียม 2 ฉบับ วาระ 2 และ 3 วานนี้ (30 มี.ค.) จะมีข้อเสนอการจัดตั้ง บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เข้าอยู่ในบางมาตราของร่างพ.ร.บ.
เราเห็นว่า ความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด ของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม มากกว่าเรื่องการจัดตั้ง “บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ” คือการเร่งผ่านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียม ที่ลากยาวมานาน เลื่อนการพิจารณามาหลายรอบ เพื่อนำไปสู่การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 หลังแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในอ่าวไทย 2 แหล่ง ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตก๊าซป้อนความต้องการในประเทศ กำลังจะหมดอายุลงในปี 2565-2566 หรือในอีก 5-6 ปีจากนี้ ได้แก่ แหล่งเอราวัณ ที่มีบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้รับสัมปทาน และแหล่งบงกช ที่มีบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.เป็นผู้รับสัมปทาน ก่อนที่ประเทศไทย จะเดินสู่วิกฤติพลังงานของจริง
ทั้งนี้ ตามข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า หากขั้นตอนการสรรหาผู้ชนะการประมูลแหล่งปิโตรเลียมที่หมดอายุลงไม่ทันในกลางปีนี้ จะส่งผลให้ปริมาณการผลิตก๊าซเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2561 กรณีเลวร้ายจะทำให้ก๊าซหายไปจากระบบ 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ระหว่างปี 2561-2564 ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า 6,300 เมกะวัตต์ ทำให้ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) สูงถึง 9 ล้านตันในปี2564 เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซในอ่าวไทยที่หายไป ถึงเวลานั้นอาจทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น เกิดผลกระทบกันถ้วนหน้า ทุกขั้วความขัดแย้ง






