หนึ่งประเด็นสำคัญที่จะต้องจับตาในวันนี้คือ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยที่ประชุมจะมีการลงมติเป็นรายมาตราในวาระ2 ก่อนจะเข้าสู่การลงมติ “เห็นชอบ- ไม่เห็นชอบ” (วาระ3)ให้กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป
000 ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือ การจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (NOC) ในมาตรา10/1 ซึ่งก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้ออกมาคัดค้านและขอให้ตัดมาตราดังกล่าวออก โดยให้เหตุผลว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงจะมีผลเสียต่อประเทศชาติ เพราะมีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่ง จะเข้ามามีอำนาจเหนือแหล่งพลังงานและกิจการพลังงานของชาติ อีกทั้งการลงมติครั้งนี้อาจจะเป็นไปตามที่“นายทหาร” กลุ่มหนึ่งเสนอมา
000 เช่นเดียวกับท่าทีจาก อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านพลังงาน อย่าง รสนา โตสิตระกูล ที่เรียกกฎหมายฉบับนี้ว่าเป็น “ฉบับปล้นกลางแดด” เพราะ มีวัตถุประสงค์เพื่อต่ออายุสัมปทานในแปลงเอราวัณและแปลงบงกช ซึ่งกำลังจะหมดอายุสัมปทาน และกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศในปี 2565 และ 2566 แต่รัฐบาลอ้างว่าไม่สามารถบริหารเองได้ จึงยกกรรมสิทธิ์ให้เอกชนต่อไป และยังการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์เอกชน มากกว่าประโยชน์ของประเทศ
000 แต่ในมุมของสนช.อย่าง พล.อ.สกนธ์ สัจจานิตย์ ประธานกมธ.ได้ให้เหตุผลการเพิ่มมาตรา 10/1 เข้าไป เพราะเห็นว่า ควรจัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ เพื่อเป็นทางเลือกการดำเนินการเรื่องปิโตรเลียม เนื่องจากระบบการปิโตรเลียมของไทยเป็นการให้สัมปทาน
000 เช่นเดียวกับพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ โฆษกกมธ.ที่ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวกมธ.ได้ดำเนินการศึกษาทางวิชาการ โดยมีภาคประชาชนเข้าร่วมด้วยซึ่งผลการศึกษาระบุว่า จะต้องมีการตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจ
000 ท่ามกลางกระแสคัดค้านจากภาคส่วนต่างๆแต่ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ยังคงยืนยันว่าจะไม่มีการเลื่อนวาระดังกล่าวออกไปอย่างแน่นอน ดังนั้นคงต้องจับตาว่า ท้ายที่สุดแล้วประเด็นนี้จะมีข้อสรุปอย่างไร






