นิตยสารไทม์เล่มใหม่ออกแบบปก ดึงความสนใจด้วยพื้นดำตัวหนังสือแดง... ตั้งใจไม่ใช้รูปประกอบ
ทั้ง ๆ ที่ภาพนั้นควรจะเป็นคนชื่อโดนัลด์ ทรัมป์
เพราะเป็นการสัมภาษณ์พิเศษประธานาธิบดีคนใหม่อย่างละเอียด แต่เพราะเนื้อหาไม่ได้มีอะไรใหม่มากไปกว่า การที่ทรัมป์แสดงออกถึงความเป็นผู้นำไร้กติกา และกล่าวอ้างในหลายสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ ไทม์จึงตัดสินใจจะตั้งประเด็นที่ผู้คนสนใจมากกว่า
นั่นคือ “ความจริงตายแล้วหรือ?”
เหมือนเมื่อ 50 ปีก่อนที่ไทม์เคยขึ้นปกในแนวเดียวกันนี้ พร้อมกับพาดหัว “Is God Dead?” (“พระเจ้าสิ้นแล้วหรือ?”)
เหตุที่ไทม์ต้องทำอะไรอย่างนี้ก็เพราะแม้ว่าจะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสองเดือนแล้ว แต่ทรัมป์ก็ยังคงนำเสนอ “ทฤษฎี” หรือข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานรองรับ
อีกทั้งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ตัวเองพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกนั้นเป็นความจริงหรือเปล่า
จนทำให้สื่อและนักวิชาการมะกันต้องตั้งทีม fact-check เพื่อ “ตรวจสอบข้อเท็จจริง” อันหมายถึงการ “จับโกหก” ผู้นำประเทศในทุกย่างก้าว
ในการให้สัมภาษณ์กับไทม์ล่าสุด ทรัมป์ ยังคงยืนยันว่าจะไม่ปรับไม่เปลี่ยนอุปนิสัยนั้นของตน
ข้อกล่าวหา “เลื่อนลอย” ของทรัมป์รวมถึงการกล่าวหาโอบามา ว่าลอบดักฟังโทรศัพท์ที่อาคาร Trump Tower ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว
อีกข้อหนึ่งคือการระบุว่ามีคนเข้าเมืองผิดกฎหมายราว 3 ล้านคนที่ไปลงคะแนนเสียงให้กับนางฮิลลารี่ คลินตัน
นอกจากนั้นก็ยังมีข้อกล่าวหาว่าชาวมุสลิมในรัฐนิวเจอร์ซี่ย์ ได้เฉลิมฉลองเหตุการณ์โจมตีอาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์ทีนครนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ปี2001 หรือ 9/11
ข้อกล่าวหาทั้งสามเรื่องนี้ ล้วนถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ในกรุงวอชิงตัน นักวิชาการและผู้ตรวจสอบข้อมูล หรือ Fact Checkers เกือบทุกสำนัก
ทรัมป์บอกไทม์ว่าอย่างนี้
“ผมเป็นคนที่มักอาศัยสัญชาตญาณ (intuitive) ตัวเองเป็นหลัก และที่ผ่านมาสัญชาตญาณของผมมักไม่ค่อยผิดพลาด อย่างเช่นเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่คิดว่าผมจะชนะเลือกตั้ง แต่สัญชาตญาณบอกว่าต้องชนะอย่างแน่นอน”
ในประเด็นเรื่องการกล่าวหาโอบามาว่าลอบดักฟังโทรศัพท์ที่อาคาร Trump Tower ทรัมป์บอกว่า ข้อมูลที่ ส.ส. พรรครีพับลิกัน Devin Nunes ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการด้านข่าวกรองของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ามีการเก็บรวบรวมบทสนทนาระหว่างทีมงานคัดสรรคณะทำงานของรัฐบาลทรัมป์ ในช่วงหลังการเลือกตั้งจนถึงวันทำพิธีปฏิญาณตนรับตำแหน่งนั้น ชี้ให้เห็นว่ามีการลอบดักฟังโทรศัพท์ที่อาคาร Trump Tower จริง
แต่ ส.ส. Nunes บอกว่าการเก็บข้อมูลสนทนาที่ว่านี้ทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยทั้ง ส.ส. Nunes และผู้อำนวยการ FBI นาย James Comey ต่างยืนยันว่า อดีต ประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้เป็นผู้สั่งการให้ดักฟังโทรศัพท์ที่อาคาร Trump Tower แต่อย่างใด
แต่ทรัมป์ก็ยังดึงดันจะใช้ข้ออ้างนั้นเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนต่อไป ไม่สนใจว่าความจริงเป็นอย่างไร
นอกจากนั้น ในการให้สัมภาษณ์ไทม์ ทรัมป์ยังอ้างถึง “สัญชาตญาณ” และการคาดการณ์ที่ถูกต้องของตนในเรื่องอื่นๆ เช่น การที่ชาวอังกฤษลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป และการเกิดปัญหาในหมู่คนเข้าเมืองในสวีเดน
นักข่าวไทม์ถามตรง ๆ ว่า “มีความกังวลหรือไม่ว่าความน่าเชื่อถือของท่านในฐานะประธานาธิบดีจะเสื่อมถอยลงอันเนื่องจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง?”
ทรัมป์สวนกลับทันควันว่า “ก็บอกผมมาตรงๆ สิว่าอะไรที่ไม่เป็นความจริง”
แสดงว่ายังไม่สำเหนียกว่าคนจำนวนมากเรียกเขาว่า “จอมมดเท็จ”
ทรัมป์ยังบอกด้วยว่า “สิ่งที่ควรรู้ไว้ก็คือ สัญชาตญาณของผมมีแนวโน้มที่จะถูกต้องในทุกเรื่อง และผมคือคนที่รู้ดีว่า กลไกต่างๆ ในชีวิต ดำเนินไปอย่างไร”
ผมอ่านคำให้สัมภาษณ์นี้แล้ว เกิดอาการจิตตกอย่างแรง เพราะหากผู้นำมหาอำนาจบอกว่าปกครองบ้านเมืองด้วย “ความเชื่อในสัญชาตญาณ” อย่างเดียว ไม่มีตรรกะ ไม่ใช้ข้อมูล ไม่วิเคราะห์ความเห็นรอบด้าน โลกนี้ย่อมตกอยู่ในสภาพน่าห่วงใยยิ่งนัก!









