จากกรณีใช้เงินนิติบุคคลซื้อหุ้นกู้
เรื่องนี้ได้โพสท์ความเห็นหลายครั้ง ว่าการที่ไทยพีบีเอสเข้าซื้อหุ้นกู้บริษัทเอกชน อันผิดวัตถุประสงค์ขององค์กร และถ้าทำให้เกิดความเสียหายกับองค์กรไทยพีบีเอสนั้น กรรมการควรจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
หลักการและเหตุผล มาจาก พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้แทนนิติบุคคล พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560
กฎหมายฉบับนี้ได้ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับความรับผิดของกรรมการ ตามกฎหมายเดิมกว่าเจ็ดสิบฉบับ ที่ให้จำเลยนำสืบถึงความบริสุทธิ์ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ ต้องรับโทษตามกฎหมาย และกำหนดให้หน้าที่นำสืบว่ากรรมการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล มีหน้าที่สั่งการ หรือมีหน้าที่แต่ไม่สั่งการ หรือไม่กระทำการ ให้เป็นหน้าที่ของโจทย์ในการนำสืบแทน
นั่นหมายความว่า ถ้าโจทย์สามารถนำสืบได้กรรมการก็ต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคลทั้งทางแพ่งทางอาญา และในทางอาญานั้นอาจถูกจำคุกได้ เพราะนิติบุคคลไม่สามารถรับโทษจำคุกได้
ในจำนวนกฎหมายกว่าเจ็ดสิบฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนี้ มีบางฉบับที่มีลักษณะการบริหารจัดการที่ใกล้เคียงกับไทยพีบีเอส นั่นคือ พรบ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 2530 ที่มาตรา 41 กำหนดไว้ว่า “ในกรณีที่คณะกรรมการกองทุนกระทำความผิด...ถ้าการกระทำความผิดของคณะกรรมการเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการผู้ใด หรือในกรณีที่กรรมการดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการ จนเป็นเหตุให้คณะกรรมการกองทุนนั้นกระทำความผิด กรรมการผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆด้วย”
ความหมายก็คือ ถ้าโจทย์พิสูจน์ได้ว่ากรรมการเป็นผู้สั่งการ ได้สั่งการ หรือละเว้นไม่สั่งการ กรรมการจึงจะมีความผิด ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ให้กรรมการร่วมรับผิดกับนิติบุคคลตั้งแต่ต้น นอกเสียจากกรรมการพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้สั่งการหรือละเว้นการสั่งการ
ลักษณะของการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับนิติบุคคลไทยพีบีเอสมีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ไม่ได้เป็นองค์กรนิติบุคคลแสวงหากำไรทางธุรกิจ แต่ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการขององค์กรที่ชัดเจน และการไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ขององค์กรย่อมถือว่ามีความผิด
การที่กรรมการขององค์กรจะต้องร่วมรับผิดหรือไม่ จะต้องเข้าองค์ประกอบดังนี้
1. องค์กรนั้นเป็นนิติบุคคล
2. กรรมการนั้นเป็นผู้แทนนิติบุคคล
3. มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นโดยนิติบุคคล
4. กรรมการนิติบุคคลนั้นได้สั่งการ กระทำการ ละเว้นไม่สั่งการ ไม่กระทำการ
5. เป็นเหตุให้นิติบุคคลกระทำผิด
ถ้าเข้าองค์ประกอบทั้งหมด กรรมการอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีให้รับผิดได้ทั้งทางแพ่งและอาญา
ข้อ 1 และ 2 นั้น ชัดเจนว่า ไทยพีบีเอสนั้นเป็นนิติบุคคล และกรรมการก็เป็นผู้แทนนิติบุคคล โดยมีผู้อำนวยการองค์กรและคณะเป็นผู้บริหาร
ข้อ 3. นั้นเป็นเรื่องของความผิดที่คงต้องดูเรื่องเจตนาหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่เพียงไรในการนำเงินขององค์กรไปเข้าซื้อหุ้นกู้ที่ผิดจากวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งองค์กร
ข้อ 4. นั้น แม้กรรมการจะแสดงออกว่าไม่ได้สั่งการ แต่กรรมการก็รู้ว่าการดำเนินการขององค์กรในเรื่องนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน การที่กรรมการไม่ได้มีการสั่งการทำให้ฝ่ายบริหารดำเนินการในประการที่อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ กรรมการจึงเข้าข่ายละเว้นไม่สั่งการได้
ส่วนข้อ 5. นั้น แน่นอนว่าทำให้เกิดการกระทำความผิด ในการใช้เงินขององค์กรไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์กร
อย่างไรก็ดี ประเด็นเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิด ยังคงต้องรอการพิจารณากันต่อไป และถ้าหากเป็นการกระทำความผิดอันเนื่องมาจากขัดต่อวัตถุประสงค์ขององค์กร การบริหารจัดการของฝ่ายบริหารก็ถือว่าเป็นความผิด และถ้าหากการจัดการนั้นไม่ชอบ กรรมการที่ละเว้นไม่สั่งการอาจจะเข้าข่ายรับผิด หากองค์กรได้รับความเสียหายใดๆด้วย
และกรรมการไทยพีบีเอสก็สมควรแสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม









