การใช้งบ“ดูงาน”ต่างประเทศ เป็นประเด็นร้อนที่ถูกพาดพิง ถึงหน่วยงานรัฐหลายแห่ง
หลังมีการพบแอบแฝงท่องเที่ยว ใช้กำหนดการที่ออกโดยบริษัททัวร์แนบโครงการแบบไม่เกรงใจใคร
โดยเฉพาะ“หลักสูตรพิเศษ”ทั้งหลาย ยิ่งถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่“ภารกิจ”
อีกทั้งเป็นที่รู้กันดีว่าหลายคนเข้าร่วม“เรียน”ในโครงการเหล่านี้ ก็เพื่อ“ต่อยอด”สร้างคอนเนคชั่น เพื่อผลในทางธุรกิจ ดังจะเห็นจากหลายคนที่ปรากฏชื่ออยู่แทบทุกโครงการ
ล่าสุดนักศึกษาหลักสูตรการบริหารงานสำหรับผู้บริหารระดับสูง (กบส.) ของกกต. ตั้งโต๊ะนำเสนอการศึกษาดูงานทั้งญี่ปุ่นและเกาหลี ชี้แจงละเอียดยิบว่าการเดินทางไปญี่ปุ่น สามารถนำแนวคิดมาใช้ปรับปรุงการเลือกตั้งในประเทศไทยหลายเรื่อง ทั้งเทคโนโลยี การขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การวางเงินประกันในการสมัครรับเลือกตั้ง
ส่วนการศึกษาดูงานเกาหลี ก็ได้เห็นการใช้นวัตกรรม การลงโทษการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งที่รุนแรง ที่สามารถแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้อย่างเด็ดขาด และเห็นปัญหาการจัดการเลือกตั้งของคนไทยในต่างประเทศ
การแถลงเช่นนี้ทำให้คิดต่อว่าเพียงพอต่อการยืนยัน การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าแล้วหรือไม่ และหากหน่วยงานอื่นที่เดินทางไปดูงาน แล้วกลับมาสรุปบทเรียนได้เป็นอันว่า“จบ”เช่นนั้นหรือเปล่า
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูงานต่างประเทศ หลายครั้ง ของหลายหน่วยงานก็เป็นประโยชน์ในแง่การเปิด“โลกทัศน์”
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าอีกหลายหน่วยงานเป็นการ“ท่องเที่ยว”ล้วนๆ บางหน่วยงานดูงานบ้าง เที่ยวบ้าง และบางหน่วยงานก็ไปบ่อยจน“เกินงาม”
เหล่านี้น่าจะต้องมี“เจ้าภาพ”ในการตรวจสอบ และสร้างเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อจะได้ไม่ต้องมีการ“ตีความ”ให้เสียเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักสูตรที่ใช้งบราชการอุดหนุนการเดินทาง
เหมือนอย่างหลักสูตร พตส.ของกกต.ก่อนหน้านี้ ที่มีงบสนับสนุนจาก“กองทุนพัฒนาการเมือง” บอกว่ามีการเดินทางดูงานเลือกตั้งสหรัฐ คราวที่ผ่านมา ก็ยังถูกวิจารณ์อยู่ว่าไปดูการ“หย่อนบัตร”หรือดูงานหน่วยไหนกันแน่ !!!






