วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เทคโนฯเปลี่ยนโลก ความกลัวของ'ซีอีโอ'

มีโอกาสสัมภาษณ์ซีอีโอ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานแห่งหนึ่ง ซีอีโอท่านนั้นฝากคำถามซึ่งยังติดอยู่ในใจ

เพราะเป็นประเด็นใหญ่ ไม่ใช่สำหรับอุตสาหกรรมด้านพลังงานเท่านั้น แต่สำคัญสำหรับทุกธุรกิจ

“ตอนนี้คุยกับพวกซีอีโอด้วยกัน คุณรู้ไหมเขากลัวอะไรที่สุด?”

สุดท้ายซีอีโอท่านนั้นเฉลยว่า สิ่งที่บรรดาซีอีโอรวมถึงนักธุรกิจกลัวมากที่สุดตอนนี้คือเรื่อง “Disruptive Technology” หรือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว 

ทุกวันนี้เทคโนโลยีหมุนเร็ว เปลี่ยนไว จนบรรดาซีอีโอหัวหมุน ไม่รู้ว่าควรหันไปทางไหนดี การตัดสินใจในวันนี้จึงยากกว่าที่ผ่านมา ถ้าเลือกเทคโนโลยีผิดหรือปรับตัวช้าก็อาจตกขบวน ขั้นเลวร้ายอาจทำบริษัทพังคามือ

ในวงการพลังงานก็ปั่นป่วน เพราะเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซจากชั้นหินดินดาน (Shale Gas& Shale oil) ซึ่งทุบราคาน้ำมันดิบดูไบลงจากระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อปี 2557 เหลือ 23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลใน ปี 2559 และวันนี้ราคาน้ำมันดิบยังอยู่ที่ระดับ 40-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

บริษัท อีสต์แมนโกดัก ผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพอันดับ 1 และผู้พัฒนาเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลรายแรก แต่โกดักไม่จริงจังกับการพัฒนากล้องดิจิทัล เพราะเกรงว่าจะแย่งตลาดกล้องฟิล์ม สุดท้ายบริษัทต้องประกาศล้มละลาย บริษัท โนเกีย ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับ 1 ของโลกเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งปรับตัวกับเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนไม่ทัน จนต้องขายกิจการไปเมื่อ 2 ปีก่อน

เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้อ่านทุกท่านคงเห็นกระแสสังคม ที่ดุเดือดเกี่ยวกับแอพพลิเคชันอูเบอร์ (Uber) ในบ้านเรา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีนี้ กำลังท้าทายธุรกิจรถแท็กซี่แบบดั้งเดิมที่มีกว่า 100,000 คัน เพราะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถนำรถป้ายดำหรือรถบ้านออกวิ่งรับจ้างเสมือนแท็กซี่ อีกทั้งสามารถเก็บค่าโดยสารในอัตราต่ำกว่าปกติ เพราะไม่ต้องเสียภาษีและจดทะเบียนเป็นรถโดยสารสาธารณะ

รถอูเบอร์จึงเข้าข่ายเป็นบริการที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยอย่างแน่นอน และกำลังถูกกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ระดมกำลังปราบปรามอย่างหนัก โดยผู้ประกอบการรถแดง จ.เชียงใหม่ ถึงขนาดสร้างเครือข่ายไล่ล่าข้อมูลรถอูเบอร์เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ปราปรามโดยเฉพาะ

แต่ผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งกลับเห็นว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับบริการที่ดีขึ้นทั้งเรื่องค่าโดยสาร มารยาทคนขับ และแก้ปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสาร ภาครัฐและเอกชนจึงควรหันมาพบกันครึ่งทางดีกว่ายกเลิกบริการนี้ไปเลย แต่ภาครัฐเลือกแก้ปัญหาด้วยวิธีออกแอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่ของตัวเอง พร้อมดำเนินโครงการแท็กซี่โอเค/แท็กซี่วีไอพี เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านบริการให้ผู้บริโภคแทน

ถ้าถามว่าทางออกเรื่องนี้ควรเป็นอย่างไร ตอนนี้จึงหาคำตอบที่ถูกต้องและถูกใจทุกฝ่ายได้ยาก แต่ถ้าถามว่าสุดท้ายใครจะอยู่รอด

...บทเรียนที่ผ่านมาได้สอนว่า ผู้อยู่รอดคือคนที่เลือกเทคโนโลยีได้ถูกต้องและปรับตัวได้ทันเวลา ส่วนคนชี้ชะตาคือผู้บริโภค

..........................................

นพวรรณ เตชะเสนีย์