รัฐบาลออกมาตรการ กำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ทั่วประเทศกว่าพันแห่ง
ซึ่งมีสินทรัพย์รวมกันกว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ จะเห็นว่าในช่วงหลังเริ่มมีปัญหามากขึ้น เนื่องจากระบบของสหกรณ์เองในการช่วยเหลือสมาชิก ทั้งเรื่องการปล่อยกู้และจ่ายผลตอบแทนในรูปแบบต่างๆ ในอัตราที่สูง ซึ่งในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้นอย่างกรณีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่มีสินทรัพย์สูงกว่า 5 พันล้านบาท และเมื่อเกิดการทุจริตได้สร้างความเสียหายและผลกระทบค่อนข้างมากกับสมาชิก
รัฐบาลก่อนหน้านี้ มีความพยายามหามาตรการดูแลระบบสหกรณ์ออมทรัพย์มานาน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่หลังจากเกิดกรณีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นทำให้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นหากมีปัญหาในการดำเนินงาน และเมื่อดูจากระบบสหกรณ์ทั่วประเทศจะเห็นว่ามีมูลค่ามหาศาล ดังนั้นหากเกิดปัญหาขึ้นมาอย่างกรณีเครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก็จะส่งผลกระทบกว้างกว่าที่คาดไว้ และยิ่งประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ของสหกรณ์และจำนวนสมาชิกทั้งหมด ก็ยิ่งน่าวิตกมากขึ้นในระดับความรุนแรงของปัญหา
ดังนั้น การกำกับดูแลสหกรณ์ในครั้งนี้ของรัฐบาล น่าจะทำให้ระบบสหกรณ์ของประเทศเป็นไปตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง กล่าวคือเป็นระบบการเงินที่มุ่งช่วยเหลือสมาชิกเป็นสำคัญและเป็นระบบการเงินที่มุ่งช่วยเหลือในระดับสมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อน ในขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สหกรณ์กลายเป็นสถาบันการเงินสำหรับการแสวงหากำไรจากทางภาคธุรกิจและผู้ที่มีเงินทุน โดยได้ประโยชน์จากผลตอบแทนสูงกว่าระบบการเงินทั่วไป เนื่องจากเกณฑ์กำกับดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการปล่อยกู้จนถึงหลักธรรมาภิบาลในการบริหารสหกรณ์
หากการกำกับดูแลในครั้งนี้ที่อาศัยคนจากหน่วยงานจากกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด ก็เชื่อว่าการกำกับดูแลสหกรณ์ทั่วประเทศน่าจะเป็นไปในกรอบที่ควรจะเป็นมากขึ้น เพราะอย่างน้อยจะทำให้สหกรณ์ลดความเสี่ยงจากการปล่อยกู้อย่างไม่รัดกุม รวมถึงการกำกับดูแลในส่วนของผู้บริหารที่มีความรู้ทางการเงินเข้าไปช่วยในการบริหารงาน ซึ่งเท่ากับปิดช่องว่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตได้ระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่สามารถแก้ได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่ายังดีกว่าไม่มีเกณฑ์ใดในการกำกับดูแลเลย
แน่นอนว่าเกณฑ์กำกับดูแลในครั้งนี้ ไม่ถือว่าเป็นยาวิเศษที่ทำให้สามารถป้องกันความเสี่ยง จากระบบสหกรณ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศได้ เพราะแม้แต่การกำกับสถาบันการเงินในปัจจุบันที่ทำกันอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังพบว่ามีปัญหาอยู่เสมอทุกครั้งที่มีช่องว่างหรือการตรวจสอบไม่ทั่วถึง แต่การใช้เกณฑ์กำกับดูแลใหม่กับสหกรณ์จะช่วยให้การบริหารงานมีเหตุมีผลมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างผลตอบแทนให้กับสมาชิกในอัตราที่สูงเกินปกตินั้นน่าจะลดลง ซึ่งทำให้ความเสี่ยงต่อระบบสหกรณ์ลดลงไปด้วย
การกำหนดเกณฑ์กำกับในระดับสหกรณ์ในครั้งนี้ อาจจะสร้างมิติใหม่ให้เกิดขึ้นกับสมาชิกทั่วประเทศ เพราะอาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ตามมาจากกติกาใหม่ในครั้งนี้จะทำให้สมาชิกเริ่มมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น และอาจสร้างความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่มากขึ้น เนื่องจากสมาชิกอาจต้องเริ่มตระหนักถึงคำใหม่ๆที่เกิดขึ้นจากการกำกับครั้งนี้ เช่น ความเสี่ยง ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อสมาชิกสหกรณ์ในระยะยาวที่ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลตามที่ควรจะเป็น






