กรมสรรพากรเตรียมจัดเก็บภาษี การดำเนินธุรกิจออนไลน์ หลังจากมีความพยายามหาช่องทางมานาน
ในขณะที่มูลค่าการซื้อขายในโลกออนไลน์ผ่านช่องทางต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจากการประเมินมีมูลค่าหลายล้านล้านบาท โดยช่องทางการดำเนินธุรกิจ มีทั้งที่เป็นธุรกิจของคนไทยและต่างชาติ แต่ดูเหมือนที่กรมสรรพากรมีความยุ่งยากมากที่สุด คือการทำธุรกิจของบริษัทต่างชาติที่อยู่นอกประเทศ แต่ค้าขายโดยใช้ดินแดนของประเทศไทย ดังนั้นจึงพยายามบังคับให้มีการจดทะเบียนขึ้นในประเทศไทยเพื่อตรวจสอบสถานะภาษีได้อย่างถูกต้อง
ความพยายามจัดเก็บภาษีของภาครัฐผ่านโลกออนไลน์ ถือเป็นปรากฎใหม่ที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนอย่างมากในโลกยุคใหม่ ที่กล่าวกันว่าเป็นโลกที่ก้าวพ้นพรมแดนความเป็นรัฐชาติแบบเดิม ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่ชัดด้วยสิ่งที่จับต้องได้ทางกายภาพ เช่น เขตแดน ความเป็นพลเมือง หรือสัญชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้ง่าย แต่การก้าวพ้นจากขอบเขตของอำนาจรัฐเดิมผ่านโลกไซเบอร์ทำให้เป็นไปได้ยากขึ้นในการตรวจสอบ และเกิดช่องว่างมากมายในการติดตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับภาครัฐของไทยที่ยังยึดติดวิธีการแบบเดิม
แน่นอนว่าหากกรมสรรพากรไล่ตรวจสอบภาษี ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้ค้าที่เป็นคนไทยหรืออย่างน้อยมีการทำมาค้าขายในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผู้ค้าจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากการค้าออนไลน์ เพราะนอกจากมีต้นทุนดำเนินการที่ถูกลง แทนที่การเปิดร้านค้าหรือเช่าพื้นที่ในย่านการค้า ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่นิยมการซื้อขายผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นว่ามีผู้ค้ารายใหญ่จัดรายการส่งเสริมการขายเพียงไม่กี่วัน มียอดซื้อเข้ามาอย่างถล่มทลาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความนิยมซื้อขายกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร ที่กำลังจะนำมาใช้ในครั้งนี้ ด้านหนึ่งเป็นความจำเป็นของหน่วยงานจัดเก็บภาษี จำเป็นต้องขยายฐานการจัดเก็บและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บให้มากขึ้น เพื่อหารายได้เข้ารัฐ อีกด้านหนึ่งถือว่าเป็นความท้าทายของหน่วยงานรัฐเอง ก็ในเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่ตรงหน้าและเป็นหน้าที่ของตน แต่ไม่สามารถจัดการได้ ซึ่งหากยังนิ่งเฉยก็จะเป็นการตอกย้ำให้เห็นความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐเอง และหากยังไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน ก็ยิ่งเผชิญกับปัญหาความน่าเชื่อถือมากขึ้น
ดังนั้น ต้องติดตามดูว่ามาตรการจัดเก็บภาษี ของกรมสรรพากรในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ซึ่งสามารถประเมินได้จากยอดการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรหากการแก้ประมวลรัษฎากรมีผลบังคับใช้แล้ว โดยผลงานการจัดเก็บของกรมสรรพากร ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำงาน ของหน่วยงานรัฐภายใต้โลกไร้พรมแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างให้กับอีกหลายๆ หน่วยงานของรัฐ ที่อาจเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน และอาจมีเรื่องใหม่เกิดขึ้นในอนาคตตามการพัฒนาทางเทคโนโลยีและกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนโลกสมัยใหม่
ความสำเร็จหรือล้มเหลวของกรมสรรพากรในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างมาก อย่างน้อยกับภาครัฐเองในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่ดูแลกฎระเบียบต่างๆ มากมายในสังคม และจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งถึงอำนาจของรัฐในโลกยุคใหม่ ว่ามีอำนาจในการจัดการแค่ไหนกับภัยคุกคาม หรือ กิจกรรมที่พยายามหลบหลีกการตรวจสอบของภาครัฐ ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็อาจจะสะท้อนให้เห็นความพร้อมของหน่วยงานรัฐเอง ว่ามีศักยภาพแค่ไหนในการเผชิญกับภัยคุกคามสมัยใหม่ ดังนั้น กรณีของสรรพากรจึงมีความสำคัญกับหน่วยงานของรัฐในภาพรวมโดยปริยาย









