กรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งแห่งประเทศไทย
(กฟผ.) จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานผลกระทบทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (อีเอชไอเอ) ของโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ใหม่ กล่าวคือต้องเริ่มกระบวนการตั้งแต่ต้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีครึ่งในการดำเนินการทั้งหมด หากต้องการก่อสร้างในพื้นที่เดิม และการเริ่มต้นกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้นทำให้แผนพลังงานของประเทศต้องมีการปรับใหม่พอสมควร เนื่องจากแผนเดิมรวมเอาโรงไฟฟ้ากระบี่เข้าไปด้วย
การสั่งให้เริ่มต้นกระบวนการรายงานด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ มีประเด็นที่ต้องพิจารณาสำหรับโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ กล่าวคือเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างโครงการที่สร้างผลประโยชน์ทาง กับความขัดแย้งของคนในสังคม ซึ่งในกรณีของโรงไฟฟ้ากระบี่ ดูเหมือนรัฐบาลจะใช้น้ำหนักกับเรื่องความขัดแย้งมากกว่า ในขณะที่เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากโครงการโรงไฟฟ้ามองว่ายังมีทางเลือกอื่น เมื่อเปรียบเทียบกับประเด็นความขัดแย้งนั้น เป็นเรื่องที่หาทางเลือกได้ยากและอาจเป็นปัญหาในอนาคต ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น
ในเมื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่จำเป็นต้องเลื่อนออกไป ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและกฟผ. จำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการใหม่ ซึ่งผลดีผลเสียจึงไม่ใช่สิ่งที่จะมากล่าวโจมตีกันอีกต่อไป และสังคมไทยควรใช้ความขัดแย้งในครั้งนี้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคต กล่าวคือ ควรมีข้อตกลงทางสังคมให้ชัดเจน ถึงกฏกติกาต่างๆ ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และเป็นโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนในพื้นที่ว่าสังคมไทยจะมีขั้นตอนกันอย่างไร และเราควรจะมีหลักการพิจารณาอะไรบ้างมาใช้ในการตัดสินโครงการ
หากพิจารณาจากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ตั้งแต่เริ่มต้น จะเห็นว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ กับประชาชนในพื้นที่และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เห็นว่าจะเกิดปัญหาในอนาคต แม้ว่ากระบวนการก่อสร้างจะขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงขั้นตอนการตัดสินในระดับนโยบายรัฐบาลมีแนวทางที่ชัดเจน แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่ากระบวนการทั้งหมดมีปัญหาในตัวมันเอง ดังนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น
ปัญหาใหญ่สำหรับสังคมไทย ไม่เพียงแต่กรณีของโรงไฟฟ้ากระบี่เท่านั้น แต่ยังมีปัญหาในโครงการอื่นๆด้วย นั่นคือ ปัญหาการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินการกับประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และในเมื่อมีเวลาอีก 2 ปีครึ่งสำหรับโรงไฟฟ้ากระบี่ เราเห็นว่าน่าจะเริ่มกระบวนการเหล่านี้ใหม่เพื่อให้เป็นแบบอย่างสำหรับโครงการอื่นในประเทศ นั่นคือ ทำอย่างไรจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจกับประชาชน ซึ่งหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น เราเชื่อว่าโครงการอื่นๆของรัฐก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่น
ภาครัฐต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า ปัจจุบันสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก คนไทยมีความตื่นตัวในเรื่องสิทธิและหน้าที่อย่างมาก อีกทั้งมีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง ดังนั้นการตื่นตัวของประชาชนถือเป็นอุปสรรคสำคัญ สำหรับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐทุกโครงการ แต่อุปสรรคเหล่านี้จะคลี่คลายไปได้เมื่อมีกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นที่ดีและประชาชนมีความเชื่อถือ เราเห็นว่าหากจากนี้ไปมีการสร้างกระบวนการเหล่านี้ ไม่เพียงแค่เป็นประโยชน์ต่อกฟผ.ในอนาคต แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว









