“ระยะดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” สั้น ๆ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
กับเหล่าบรรดาผู้บริหารระดับสูง ของบริษัทไฮเทคยักษ์ของอเมริกา ก็มีอันขาดสะบั้นลงอย่างฉับพลันเพราะคำสั่งห้ามคนจาก 7 ชาติเข้าสหรัฐของทรัมป์เมื่อ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา (เพียง 7 วันหลังรับตำแหน่ง)
บริษัทไฮเทคชั้นนำ 97 แห่งนำโดย Apple, Facebook, Microsoft, Google, Uber และ Netflix จับมือกันฟ้องทรัมป์ในศาลอุทธรณ์บอกว่าคำสั่งนี้ “ละเมิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายคนเข้าเมือง” ของสหรัฐ
เป็นจังหวะเดียวกับที่อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างน้อยสองคนคือ John Kerry และ Madeline Albright ร่วมกันลงนามในหนังสือ 6 หน้าระบุว่าคำสั่งของทรัมป์ในเรื่องนี้ “บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ” และ “ทำให้ชีวิตของทหารอเมริกันในภาคสนามตกอยู่ในภยันตราย”
ไม่แต่เท่านั้น อดีตเจ้าหน้าที่ชั้นสูงด้านความมั่นคง รวมถึงอดีตผู้อำนวยการซีไอเอและรัฐมนตรีกลาโหม Leon Panetta ก็ออกมาประสานเสียงต่อต้านทรัมป์ อย่างที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ
ก่อนหน้าที่ทรัมป์จะสาบานตัวรับตำแหน่ง เขาเชิญซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอทีไปพบที่ตึกทรัมป์กรุงนิวยอร์ค ถ่ายภาพยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับประกาศว่า “ผมมานั่งอยู่ตำแหน่งนี้เพื่อช่วยเหลือพวกท่าน”
แต่เมื่อทรัมป์ออกคำสั่งห้ามคนจาก 7 ชาติโดยไม่มีเหตุมีผลอะไรชัดเจน นอกจากจะตอกย้ำว่าตนในฐานะผู้บริหารสูงสุด มีอำนาจจะทำอย่างนั้นก็จะทำให้ดู เจ้าของธุรกิจยักษ์เหล่านี้ก็ตกตะลึง ไม่นึกว่าผู้นำคนใหม่จะทำอะไรอย่างนั้นได้
เพราะธุรกิจไฮเทคสหรัฐ เกิดได้และเติบโตได้ทุกวันนี้ เพราะมันสมองของคนจากต่างชาติเป็นส่วนใหญ่
คนทำงานในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งเป็นศูนย์แห่งการค้นคว้าวิจัยและผลิตสินค้านวัตกรรมระดับโลกนั้น เป็นคนมาจากต่างประเทศไม่น้อยกว่า 37%
ตัวอย่างเช่นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกูเกิล Sergey Brin เกิดในรัสเซีย
สุนทรา พิชัย ซีอีโอของกูเกิล มาจากทมิฬนาดูลของอินเดีย
สัตยา นาเดลลา ซีอีโอของไมโครซอล์ฟ, มาจากไฮเดอราบัดของอินเดีย
พ่อบังเกิดเกล้าของสตีฟ จ็อบส์ ผู้ก่อตั้งแอ๊ปเปิ้ลเป็นชาวซีเรียที่อพยพมาอยู่อเมริกา ซึ่งถ้าหากเขาพยายามย้ายถิ่นฐานจากซีเรียมาอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็จะถูกกักตัวส่งกลับบ้านไปแล้ว
ครึ่งหนึ่งของธุรกิจ startups ของอเมริกันที่มีมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์นั้นก่อตั้งและดำเนินการโดยคนที่อพยพมาจากประเทศอื่นทั้งสิ้น
วิศวกรจำนวนมากที่ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีที่อเมริกาวันนี้เกิดในประเทศอื่น
ประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของเมือง Cupertino ซึ่งเป็นเมืองโด่งดังของ Silicon Valley ล้วนเป็นต่างด้าว
คำฟ้องของบริษัทเทคฯ ระบุว่าคำสั่งของทรัมป์ในเรื่องนี้ เป็นการละเมิดหลักการความเป็นธรรม และความชัดเจนที่เป็นคุณสมบัติสำคัญ ของนโยบายต่อผู้อพยพมากว่า 50 ปี
คำสั่งนี้จะทำให้บริษัทอเมริกันประสบปัญหา ในการหาบุคลากรและรักษาคนทำงานที่มีความสามารถสูงสุดในโลก อีกทั้งยังก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงต่อการดำเนินธุรกิจที่มีอยู่ปัจจุบัน
และยังทำลายความสามารถของบริษัทอเมริกันในการดึงดูดเอาคนที่มีความรู้ความสามารถ โอกาสทางธุรกิจและการลงทุนในอเมริกาอีกด้วย
คำฟ้องนี้สรุปด้วยว่าเมื่อคำสั่งนี้เป็นโทษอย่างมหันต์ต่อธุรกิจและพนักงานแล้ว ก็ย่อมมีผลทำให้มาตรการนี้ผิดกฎหมายด้วย
นี่คือการเปิดศึกอีกด้านหนึ่งของทรัมป์ ที่ในช่วงระยะเวลาเพียงสองสัปดาห์ ที่มานั่งในตำแหน่งนี้ก็สร้างศัตรูรอบด้านไปหมดแล้ว
แน่นอนทรัมป์อ้างว่าที่ต้องออกคำสั่งนี้ ก็เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคนอเมริกา ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร
แต่เมื่อมีการยื่นเรื่องให้ศาลซึ่งเป็นอำนาจทางตุลาการพิจารณา ก็ต้องพิจารณาประเด็นของเหตุและผลกับความถูกต้องชอบธรรม รวมไปถึงผลกระทบที่มีต่อสังคมเป็นส่วนรวมอีกด้วย
ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก... ทรัมป์กำลังทำสงครามกับคนทั้งประเทศ ยกเว้นคนรอบด้านไม่กี่คน เพราะดูจากผลโพลล์หลายสำนักในช่วงนี้ แม้คนที่ลงคะแนนให้เขาได้รับชัยชนะ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็เริ่มจะไม่แน่ใจว่า “วีรบุรุษจากเงามืด” คนนี้จะอยู่รอดครบเทอมสี่ปีหรือไม่









