สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป
หรืออัตราเงินเฟ้อช่วงเดือนม.ค. 2560 ขยายตัวสูงขึ้น 1.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงสุดในรอบ 28 เดือน นับจากเดือน ก.ย.2557 ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น 1.75% โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อบวก เกิดจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์สูงขึ้น 1.53% สินค้าสำคัญที่มีราคาสูงขึ้น ประกอบด้วย เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำ ราคาปรับขึ้น 1.07% ผักและผลไม้ 6.62% เครื่องประกอบอาหาร 2.21% อาหารบริโภคนอกบ้าน 1.30% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้น 1.55% สินค้าสำคัญราคาสูงขึ้น เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง เพิ่ม 19.80% หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ เพิ่ม 12.97%
เมื่อแยกเป็นรายการสินค้า 422 รายการ พบสินค้าที่มีราคาสูงขึ้น 139 รายการ คิดเป็นสัดส่วน 52.63% ของน้ำหนักรวม เช่น นมสด เพิ่ม 0.24% กะทิสำเร็จรูป เพิ่ม 0.39% มะพร้าวแห้งและขูด เพิ่ม 3.09% ข้าวผัดเพิ่ม 0.11% ข้าวราดแกง เพิ่ม 0.60% ค่าเช่าบ้าน เพิ่ม 0.02% ผงซักฟอง เพิ่ม 0.33% แป้งทาผิวกาย เพิ่ม 0.23% น้ำมันดีเซล เพิ่ม 3.18% สินค้าที่ราคาไม่เปลี่ยนแปลง 199 รายการ คิดเป็นสัดส่วน 28.84% ของน้ำหนักรวม และสินค้าราคาลดลง 84 รายการ คิดเป็นสัดส่วน 18.53% ของน้ำหนักรวม
แนวโน้มเงินเฟ้อไตรมาส 1 ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 1.77% และยังเห็นสัญญาณของเงินเฟ้อตลอดทั้งปีนี้ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเป็นผลจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่คาดว่าความต้องการน้ำมันทั่วโลกจะสูงขึ้นประมาณวันละ 1.2 ล้านบาร์เรล ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรจะมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องกันด้วย
อย่างไรก็ตาม สนค.มองว่าการที่เงินเฟ้อขยับขึ้น เป็นตัวแปรสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจประเทศอยู่ในช่วงฟื้นตัว และอัตราที่เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้สูงจนน่ากังวล โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง อาหารสำเร็จรูป ผักและผลไม้ปรับราคาสูงขึ้น ซึ่งราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น 2.57% อาหารสำเร็จรูปสูงขึ้น 0.21% ผลไม้สด ราคาสูงขึ้น 1.16% อัตราเงินเฟ้อนี้เป็นการสะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ตามแนวโน้มราคาน้ำมัน โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดว่าอัตราเงินเฟ้อปี 2560 อยู่ที่ 1.5 - 2.0% ภายใต้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 3.25% การปรับเพิ่มไม่ได้ขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังอยู่ในระดับที่ สนค. วางเป้าหมายไว้ และราคาน้ำมันดิบได้ครอบคลุมไปถึงกรณีที่น้ำมันดิบตลาดโลกปรับขึ้นถึง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแล้ว
การคำนวณเงินเฟ้อนี้ ได้เปลี่ยนปีฐานคำนวณเงินเฟ้อใหม่ โดยใช้ฐานปี 2558 จากเดิมที่ใช้ฐานปี 2554 และปรับปรุงรายการสินค้าที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อลดลงเหลือ 422 รายการ จากเดิม 450 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป รายการสินค้าที่เพิ่มขึ้นใหม่มี 23 รายการ เช่น ส้มตำ เนื่องจากการบริโภคในปัจจุบันมีเพิ่มขึ้น เป็นค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนต่อเดือนอยู่ที่ 61.74 บาท หรือคิดเป็นน้ำหนักเงินเฟ้อ 0.31% น้ำปั่นผลไม้/ผัก มีค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนต่อเดือนอยู่ที่ 15 บาท หรือคิดเป็นน้ำหนักเงินเฟ้อ 0.08% และสังเกตได้ว่า ได้เพิ่มน้ำหนักการคำนวณสินค้าที่มีอยู่แล้ว เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพราะผู้บริโภคใช้จ่ายในส่วนนี้สูงขึ้น โดยค่าอินเทอร์เน็ต รายจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 205.18 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน จากปี 2554 มีค่าใช้จ่าย 92.20 บาท
ถือได้ว่าเป็นการคำนวณที่ทันสมัย สอดคล้องความเป็นจริง ที่ปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเมื่อการใช้งานมือถือสมาร์ทโฟนแพร่หลาย อินเทอร์เน็ตจึงใช้งานกันอย่างกว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะการใช้บนพีซี หรือโน้ตบุ๊คเช่นอดีต จากข้อมูลนี้น่าจะเป็นช่องทางทั้งรัฐและเอกชนนำไปส่งเสริมให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งมีสาย และไร้สายของประชาชนมีประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้น






