คนไทยติด social media กันงอมแงมพอสมควร และหาก “ไม่รู้เท่าทัน” ก็จะกลายเป็นเหยื่อ
ของการปล่อยข่าวลวง ข่าวปลอม ข่าวสร้างสถานการณ์หรือที่เรียกว่า fake news ที่กำลังหลอกหลอน แม้ฝรั่งมังค่าที่อ้างว่าเก่งกาจเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศนักหนา
กระแส “ข่าวเท็จ” เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ มีการปล่อยข่าวปลอมจากทั้งสองค่าย ไม่ใช่แค่ข่าวที่เผลอหลุดออกมาเพราะความผิดพลาดของมนุษย์ปกติเท่านั้น หากแต่เป็นการจัดตั้งเป็นองค์กร เพื่อสร้างความบิดเบือนให้ผู้คนทั่วไปอ่านแล้วเชื่อว่าจริงและช่วยแชร์ต่อกันไป
“ข่าวเท็จ” นั้นพอส่งต่อกันมาก ๆ เข้าก็อาจกลายเป็น “ข่าวจริง” ขึ้นมาได้ จึงเป็นอันตรายที่จะต้องป้องกันทุกวิถีทางอย่างยิ่ง
Facebook ก็มีส่วนช่วยให้กระแส fake news เกิดขึ้นได้ แม้ตอนหลังจะประกาศจับมือกับหลายองค์กรข่าว และการตรวจสอบข่าวหลายแห่ง เพื่อสกัดกั้นการปล่อยข่าวหลอกลวงผ่าน social media แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำได้รอบด้านอย่างครบถ้วน
หลังจาก Facebook ประกาศมาตรการนี้ออกมาได้ไม่ถึงสองสัปดาห์ ก็เกิดเรื่องอย่างนี้เสียเอง เพราะอยู่ดี ๆ ระบบ Safety Check ของเฟซบุ๊กเอง ก็ดีดเอาข่าวเก่าเรื่องระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อปีก่อนขึ้นมาสร้างความแตกตื่นให้กับผู้คนทั้งโลก โดยเขาอ้างว่าเป็นความผิดพลาดของระบบ algorithm ของตัวเอง
นี่คือ fake news ระดับคลาสสิกที่ระบบคอมพิวเตอร์ทำขึ้นมาเอง โดยที่มนุษย์อ้างว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย
เราจึงต้องมีมาตรการสกัดข่าวเท็จในโซเชียลมีเดีย นั่นคือการเรียนรู้เท่าทันข่าวสาร ซึ่งต้องสอนกันตั้งแต่ระดับประถมศึกษากันทีเดียวเช่น
ทุกครั้งที่อ่านข่าวให้ถามว่าข่าวนี้มาจากไหน ใครเขียน มีชื่อคนเขียนหรือแหล่งที่มาที่เชื่อถือได้หรือไม่
ถามว่าข่าวหรือเนื้อหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดเมื่อไหร่ และคนเอามานำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียวันไหน เพราะหลาย ๆ ข่าวหรือบทความบางครั้งเป็นเรื่องเก่าที่มีคนเอามานำเสนอเสมือนหนึ่งเพิ่งเกิดขึ้น อะไรที่เป็น “ข่าวจริง” ในอดีตอาจจะเป็น “ข่าวเท็จ” หรือ ข่าวจงใจบิดเบือนในวันนี้ได้
คุณอ่านข่าวชิ้นนี้แล้วรู้สึกอย่างไร โกรธ? ตื่นเต้น? แค้น? เหลือเชื่อ? หากมีความรู้สึกรุนแรงไปทางใดทางหนึ่ง ให้ตั้งสติ หยุดคิดว่าข่าวเรื่องนี้น่าเชื่อมากน้อยแค่ไหน คนเอามานำเสนอมีจุดประสงค์อะไร?
อย่าอ่านแค่พาดหัว เพราะบ่อยครั้งคนที่จงใจเอาข่าวเท็จมาสร้างความปั่นป่วนนั้นใช้วิธีเขียนพาดหัวให้ตื่นเต้นเกินความเป็นจริง พออ่านเนื้อหาจริง ๆ ก็ไม่ได้มีความหมายเหมือนที่พาดข้อความเอาไว้
ตรวจสอบรูปหรือถ้อยความที่อ้างคนมีชื่อเสียง จงเริ่มด้วยความไม่เชื่อก่อน ตรวจสอบให้รอบคอบแล้วจึงตัดสินใจว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะแชร์หรือไม่แชร์
ท้ายที่สุดคำแนะนำให้ “ชัวร์ก่อนแชร์” เป็นแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด เพราะการที่เราส่งข้อความที่เรายังไม่มั่นใจว่าจริงหรือไม่จริง ยุติธรรมหรือไม่ เป็นการกล่าวหาของฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องการจะทำลายชื่อเสียงของอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นการส่งเสริมให้กระแส fake news กระจายไปอย่างขาดความรับผิดชอบ นำไปสู่ปัญหาสังคมตามมาภายหลังมากมาย
การ “รู้เท่าทันข่าวเท็จ” เป็นแนวทางที่สำคัญยิ่ง ในปีใหม่นี้ทุกคนที่ใช้ social media ต้องระดมสรรพกำลังร่วมกันเพื่อระงับยับยั้ง ปรากฏการณ์การแพร่กระจายข่าวเท็จอย่างจริงจังให้จงได้









