วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภารกิจกู้ชีพเอสเอ็มอี

ลังจากที่ นายอุตตม สาวนายน ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 ห ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายสิ่ง นั่นก็คือการเร่งรัดการผลักดัน โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี ) อย่างรวดเร็ว มีการประชุมติดตามงานต่างๆทุกสัปดาห์ และการช่วยเหลือพัฒนาเอสเอ็มอี

 โดยเฉพาะในการช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้น ถือได้ว่า เป็นแนวทางใหม่ ที่ผลักดันทั้งการพัฒนาความรู้ การบริหารจัดการ เทคโนโลยี ไปพร้อมๆ กับการให้เงินทุนผ่านทางกองทุนเพื่อพัฒนาเอสเอ็มอีในแนวทางประชารัฐ วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ทำให้เอสเอ็มอีที่ผ่านโครงการอบรมต่างๆ เอสเอ็มอีที่มีความรู้ความสามารถแต่ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ ให้มีเงินทุนในการนำความรู้ที่มีไปพัฒนาค่อยอดการผลิตสร้างการเติบโตในธุรกิจได้

 ซึ่งเป็นการแก้ไขจุดบกพร่องในอดีต ที่กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้ฝึกอบรมพัฒนาผู้ประกอบการ และบ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่ออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ก็ถึงทางตัน เพราะไม่สามารถหาเม็ดเงินมาช่วยเหลือเอสเอ็มอีเหล่านี้ ซึ่งการที่มีกองทุนฯทำงานขนานไปด้วยกัน ทำให้สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้อย่างครบวงจร

 รวมทั้งกองทุนนี้ ยังได้ออกกฎเกณฑ์บังคับที่จะต้องคัดเลือกเอสเอ็มอีที่จะได้รับเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 1% จะต้องผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด และหน่วยงานเอสเอ็มอีทั้งภาครัฐและเอกชน และจะต้องเป็นเอสเอ็มอีที่ผ่านมาฝึกอบรมด้านต่างๆ จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมาแล้ว ทำให้ใช้วงเงินกู้ของรัฐบาลอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นการปิดจุดบกพร่องในอดีต ที่เอสเอ็มอีเป็นจำนวนมากที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ แต่กลับเอาเงินที่ได้ไปรีไฟแนนซ์ลดการจ่ายดอกเบี้ยให้กับธนาคาร ปิดกั้นเอสเอ็มอีที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

 อย่างไรก็ตาม นายอุตตม ยังได้กล่าวว่า นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น ต่อจากนี้ จะต้องลงไปปรับปรุงระบบการทำงานของอุตสาหกรรมจังหวัดทั้งหมด ให้สอดรับกับการทำงานของส่วนกลาง เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการดีอย่างไร แต่ถ้าอุตสาหกรรมจังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สำคัญในการเข้าถึงผู้ประกอบการทั่วประเทศ ทำงานไม่สอดรับกับนโยบายส่วนกลาง ก็ทำให้ไม่สามารถดำเนินงานต่างๆได้อย่างเต็มที่

 โดยหลักๆ อุตสาหกรรมจังหวัดจะต้องปรับบทบาทให้เกิดความสมดุล ทั้งงานกำกับดูแลออกใบอนุญาตต่างๆ และงานส่งเสริมพัฒนา ให้อยู่ในระดับ 50:50 จากเดิมที่มุ่งเน้นในงานอนุมัติใบอนุญาตมากเกินไป ซึ่งหลังจากนี้จะใช้ความร่วมมือตามแนวประชารัฐ ประสานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด หอการค้าจังหวัด และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ให้เข้ามาร่วมทำงานกับอุตสาหกรรมจังหวัดอย่างแน่นแฟ้น เพราะไม่ว่าข้าราชการจะเก่งเพียงไร แต่ก็ไม่มีประสบการณ์การผลิตการค้าสู่เอกชนได้ จึงต้องประสานงานทุกฝ่ายให้ทำงานร่วมกัน จึงจะช่วยให้การยกระดับภาคการผลิตของประเทศประสบผลสำเร็จ

....................................

วัชร ปุษยะนาวิน [email protected]