เมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งว่ามีความสำคัญกับอนาคต จะมีการตอบสนองแตกต่างกัน
ไปสามแบบ แบบแรกคือคนที่ฮือหาป่าวร้องว่าฉันกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่เรื่องสำคัญนั้น รีบเปลี่ยนเปลือก แต่ไม่ปรับแก่น
แบบที่สองคือคนที่บอกว่าใครจะว่าสำคัญก็ช่าง ฉันไม่สน ทำตนขวางโลกไว้ก่อน แบบที่สามคือคนที่มองเรื่องสำคัญแล้วย้อนมามองตนเองว่าต้องปรับหรือไม่ปรับ ซึ่งแบบแรกพบเห็นกันมากที่สุด อะไรต่อมิอะไรต้องกลายเป็นสี่จุดศูนย์ไปหมด กลุ่มที่สองตามมาคือปฏิเสธทุกอย่างที่เป็นสี่จุดศูนย์
แบบที่เหลืออยู่ไม่มากคือกลุ่มที่สาม ซึ่งควรจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับการรับมือเรื่องสำคัญต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผู้นำที่นำองค์กรผ่ฝ่าผลกระทบจากเหตุที่มาจากภายนอกได้ดี ล้วนแต่เป็นคนที่ปรับเปลี่ยนตามจริง ไม่ได้เปลี่ยนตามแฟชั่น เปลี่ยนลงถึงแก่นหากมีความจำเป็น ไม่ใช่แค่สี่จุดศูนย์เฉพาะป้ายประกาศวิสัยทัศน์ แต่ขั้นตอนการงานยังแค่ศูนย์จุดสี่
แต่การเป็นผู้นำที่คิดก่อนเปลี่ยนในโลกปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คิดให้บางคนได้ยินก็กลายเป็นฝ่ายปฏิกริยาในสายตาของใครบางคนที่เป็นกองเชียร์คนแบบแรกไปเสียแล้ว ผู้นำที่ต้องการนำให้มีการปรับเปลี่ยนตามจริง จึงต้องเดินหน้าอย่างมีขั้นตอนพอจะอธิบายได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และทำไมต้องทำอย่างนั้น เพื่อให้รอดอยู่ได้ท่ามกลางผู้คนที่ชอบเปลี่ยนตามแฟชั่น เริ่มด้วยการค้นหาอย่างจริงจังว่าเรื่องที่ว่าสำคัญนั้น มีความสำคัญจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องฮือหาที่มาเร็วไปเร็ว
ปรับเปลี่ยนตามเรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่ควรกระทำ แต่ถ้าเรื่องสำคัญนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้วไปปรับเปลี่ยนตาม การงานจะวุ่นวายไปหมดเพราะมัวแต่เปลี่ยนไปตามลมเพลมพัด จะรู้ว่าเรื่องไหนสำคัญจริง เรื่องไหนเป็นแค่เรื่องไว้คุยกันให้สนุกปาก ให้ดูว่ารอบโลกเขาว่าอย่างไรกับเรื่องนั้น ให้ดูว่ามีใครบ้างที่จริงจังกับเรื่องที่ว่าสำคัญนั้น ให้ดูว่าเรื่องสำคัญนั้นกระทบอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ของเราบ้าง ดูวี่แววที่เกิดขึ้นจากเรื่องสำคัญนั้นด้วยใจเป็นกลาง
ทุกวันนี้ฝนฟ้าตกไม่เป็นฤดูกาล หลายคนเห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเรื่องสำคัญ แต่บางคนก็เวอร์ไปถึงว่าบ้านนั้นเมืองนั้นจะจมบาดาลวันนี้วันพรุ่ง ในขณะที่บางคนบอกว่าไม่ใช่เรื่องน่าวิตกอะไรเกินเหตุ
ขั้นต่อไปให้หาว่าการงานของเราถูกกระทบอย่างไรจากผลของเรื่องสำคัญนั้น ถ้าพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องสำคัญกับเราจริงๆ ก็ต้องค้นหาต่อไปว่าเรื่องนี้กระทบกับการงานของเราอย่างไร และเราต้องปรับเปลี่ยนเร็วแค่ไหน ถ้าพบว่ากระทบนิดหน่อย และรอไปได้อีกร้อยปี ก็เปลี่ยนแค่เปลือก เปิดไฟน้อยลงสักดวง แต่ยังใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพต่ำกินพลังงานมโหฬาร ไปพร้อมกับป่าวประกาศว่ามาช่วยกันลดสภาวะโลกร้อนตามฉันกันเถอะ
แต่ถ้าพบว่าสามปีสี่ปีมีผลกระทบจนทำการงานแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว คงต้องรีบสร้างความตระหนักให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยต้องไม่ลืมว่าในองค์กรก็ยังมีคนสามแบบ คือว่าไงว่าตามแฟชั่น ว่าไงก็ไม่รับฟัง และว่าไงมาขอคิดก่อน การสร้างความตระหนักกับทุกคนจึงต้องสรรหาหนทางที่ได้ผลกับคนแต่ละแบบด้วย
ขั้นสุดท้ายคือลงมือปรับเปลี่ยน ซึ่งผู้นำจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน เปลี่ยนเทคโนโลยี หรือการเตรียมบุคลากรใหม่ๆ สำหรับรองรับการปรับเปลี่ยนนั้น แต่การปรับเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน และการเปลี่ยนคุณค่าใหม่ให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนนั้น
ถ้ายังเชื่อกันแบบเดิม แม้ปรับโครงสร้างองค์กรกันใหม่ทั้งหมด การทำงานก็ยังออกมาเหมือนเดิม ถ้าเรื่องสำคัญคือวงรอบการเปลี่ยนแปลงสั้นลงมาก ต้องปรับองค์กรให้ทำงานแบบเครือข่าย ต่างหน่วยต่างคิดต่างทำ โดยมีการประสานงานกันเป็นเมทริกส์ เพื่อให้ปรับผลิตภัณฑ์ได้ทันวงรอบที่สั้นลง แต่ถ้ายังเชื่อว่าทำอะไรต้องฟังพี่ใหญ่ของฉันก่อน เมทริกส์จะกลายเป็นไซโลที่ต่างคนต่างทำตามพี่ใหญ่ของตนเองเหมือนที่เคยเป็นมา
ปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและมีความเชื่อในคุณค่าใหม่ ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการสั่งซื้อเทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน









