วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องแก้ไขกลไกเหลื่อมล้ำ

รายงานของออกซ์แฟม ที่เผยแพร่ก่อนการประชุมประจำปี เวิลด์อีโคโนมิคฟอรัม

 สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำในโลก ด้วยเปิดเผยข้อมูลว่ามหาเศรษฐี 8 คนมีสินทรัพย์เท่ากับผู้มีฐานะยากจนครึ่งหนึ่งของทั้งโลก ซึ่งรายงานชิ้นนี้ใช้ชื่อว่า “เศรษฐกิจสำหรับคน 99%” สะท้อนว่าช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่ง กำลังมีมากขึ้น เพราะนั่นหมายถึงว่าสินทรัพย์เงินทองของผู้มีฐานะยากจน 3,600 ล้านคนในโลก มีจำนวนเท่ากับสินทรัพย์ของคนรวยที่สุดในโลกจำนวน 8 คนจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์

ออกซ์แฟมกล่าวเตือนว่าช่องว่างทางรายได้มีความหมายมากกว่าเรื่องฐานะเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับกระแสไม่พอใจที่มีมากขึ้น และสะท้อนออกมาให้เห็นในการเมืองทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกรณี“เบร็กซิท” ไปจนถึงชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งคนไม่พอใจกับระบบเศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันมากขึ้น และต้องการหาทางเลือกใหม่ บางคนตีความว่าเป็นกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ที่นับว่าจะมีอัตราเร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามการปฏิวัติการสื่อสารสมัยใหม่

ออกซ์แฟมยังเรียกร้องให้มีการขึ้นภาษีคนรวย รวมถึงจัดทำข้อตกลงระดับโลกเพื่อให้ประเทศต่างๆ เลิกแข่งกันลดภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนั้น ออกซ์แฟมยังประณามการที่ภาคธุรกิจใช้วิธีล็อบบี้และความใกล้ชิดระหว่างภาคธุรกิจกับการเมือง พร้อมเรียกร้องให้มีการเข้มงวดกฎระเบียบเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น ในขณะที่แนวทางการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมมีไม่มากนัก และประเด็นความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

หากพิจารณาจากข้อมูลของออกซ์เฟม และหันมาดูในไทย เราเชื่อว่าตัวเลขความมั่งคั่งของคนรวยกับคนจนคงไม่ต่างกัน บางทีอาจจะรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกก็เป็นได้ เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏให้เห็นนั้นไม่อาจเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้นัก เพราะมีข้อมูลบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผยได้ เนื่องจากมีข้อกำหนดและกฎหมายช่วยให้ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล โดยอ้างว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามออกมาตรการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ดูเหมือนว่าเป็นมาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไป

ตัวเลขที่ยึดถือกันคือการสำรวจความยากจนของสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่นานๆ ทีออกมาหนึ่งครั้ง แต่วิธีการดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัดอย่างมากในการเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง ซึ่งวิธีการประเมินของสศช.ทำได้เพียงแค่การใช้วิธีการประเมินทางเทคนิคเท่านั้น และเป็นการประเมินโดยภาพรวมจากตัวเลขทางเศรษฐกิจ ขณะที่การประเมินส่วนอื่นเช่น กลไกหรือกฎหมายต่างๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เท่าเทียมนั้นแทบไม่มีการกล่าวถึง

แน่นอนว่านโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะในรูปของนโยบายประชารัฐที่ต้องการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นความพยายามของรัฐบาลในการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในต่างจังหวัด ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน แต่นโยบายเหล่านี้อาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือ เป็นปัญหาที่ตัวระบบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวบทกฎหมายและสถาบันทางเศรษฐกิจ ที่ยังไม่เอื้อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างแท้จริง

จากกระแสระดับโลกที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เราไม่อาจประเมินถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ แต่ที่รับรู้กันคือมีความเคลื่อนไหวต่อต้านระบบเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเราต้องไม่ลืมว่าในยุคปัจจุบันที่การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และการรับรู้ในประเด็นเหล่านี้อาจกลายเป็นกระแสใหญ่ขึ้นมาได้ ดังนั้นหากเราต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกันอย่างจริงจัง การสร้างรายได้เพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ต้องแก้ที่กลไกการกระจายรายได้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาทั่วโลกในขณะนี้