แท้จริงแล้ว การให้บริการตามหลักการของโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่ใช่ให้บริการ
โดยไม่มีการร่วมจ่ายทั้งหมด เพราะบุคคลที่เข้ารับบริการอาจต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนด ยกเว้นผู้ยากไร้ตามที่กำหนดไว้ จึงจะไม่มีการร่วมจ่าย แต่ในทางปฏิบัติ ทำให้เกิดสภาวะผู้ที่มีความสามารถในการร่วมจ่ายสูงมาใช้บริการมากขึ้นทั้งๆ ที่เป็นกลุ่มที่สามารถดูแลสุขภาพของตนเองได้อยู่แล้ว
วิธีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายแบบรายหัวให้สถานพยาบาล ร่วมกับการจ่ายเงินตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมแทนการจ่ายเงินตามรายการรักษาพยาบาลเหมือนโครงการสวัสดิการข้าราชการทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากอาทิ การให้บริการที่ขาดคุณภาพ ปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ระหว่างผู้ซื้อบริการ (สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช.) กับผู้ให้บริการสุขภาพระดับอำเภอมีปัญหา การแสวงหาแหล่งการคลังระยะยาว ความไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรมในการกระจายทรัพยากรสุขภาพ การพุ่งเป้าไปที่คนจนทำให้คุณภาพบริการต่ำลงกว่าการบริการที่มีการจ่ายเงิน ความไม่สมส่วนกันในทรัพยากรต่างๆโดยเฉพาะระหว่างเงินกับบุคลากรทำให้เกิดความขัดแย้งในการบริหารโครงการ และนโยบายนี้ทำให้การมารับบริการและมูลค่าต้นทุนเพิ่มขึ้นเพราะคนรวยมาใช้บริการเพิ่ม
โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาชาติอย่างมากเพราะทำให้ประชาชนจำนวนมากกว่า 90% ของประชากรทั้งหมดมีหลักประกันสุขภาพ เป็นโครงการที่ทำให้ประชาชนได้รับการบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า มีเกียรติมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และภาระค่าใช้จ่ายไม่เป็นอุปสรรคที่จะได้รับการบริการ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีการถ่ายโอนภารกิจจากกระทรวงสาธารณสุขมาโครงสร้างใหม่ ก็ทำให้เกิดผลกระทบไม่น้อย เพราะในขณะที่คนไทยกว่าร้อยละ 90 มีประกันสุขภาพแต่การร่วมจ่ายมีการกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มที่มีรายได้ปานกลางมากกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง โครงการนี้จึงกลายเป็นโครงการเพื่อประกันสุขภาพคนจน มากกว่าประกันถ้วนหน้าอย่างแท้จริง กลุ่มโรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบมากสุดเป็นโรงพยาบาลที่มีเตียงผู้ป่วยน้อยกว่า 300 เตียง เพราะค่าใช้จ่ายจากงบประมาณรายหัวไม่พอเพียง แม้ว่าในระยะแรกประชาชนมีความพอใจ แต่ในระยะต่อมาประชาชนเริ่มไม่พอใจด้วยเหตุผลหลายอย่าง
อาทิ ความต้องการแพทย์มากขึ้นแต่แพทย์ไม่พอเพียง แพทย์ลาออกมากขึ้นและไปทำงานโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมาก ความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นมากสุดเป็นเรื่องการขาดแคลนอัตรากำลัง ความจำกัดของงบประมาณ ภาระงานที่เพิ่มขึ้น ค่าตอบแทนสวัสดิการไม่พอเพียง ความคาดหวังและการเรียกร้องจากประชาชน การร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญคือเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้เสียหายทางการแพทย์กับแพทย์พยาบาล มีอัตราการฟ้องร้องดำเนินคดีโดยผู้เสียหายทางการแพทย์เพิ่มสูงถึงกว่า 400 คดีนับถึงปัจจุบัน และเกิดการเผชิญหน้าระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ทั้งๆที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามทำหน้าที่ดีที่สุด ถือเป็นสภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
อนาคตของโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งคงจะขึ้นอยู่กับการแก้ไขปัญหาภายในของระบบที่มีความลักลั่นกันไม่น้อย และอีกส่วนหนึ่งคงขึ้นอยู่กับนโยบายภาครัฐหรือยุทธศาสตร์แห่งชาติที่มีความต้องการให้สุขภาพของประชาชนดีขึ้น
ปัญหาภายในของระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้พระราชบัญญัติประกันสุขภาพแห่งชาติมาจากเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณแบบรายหัวที่ไม่เป็นธรรม โรงพยาบาลที่รับผิดชอบให้บริการขาดเงินทุนสนับสนุน เกิดภาระค่าใช้จ่ายสูงจนอยู่ในสภาพขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน บุคคลากรแพทย์พยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องทำงานหนัก แต่มีค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มเมื่อเปรียบเทียบกับภาคเอกชน จึงเกิดสภาวะสมองไหลไปสู่ภาคเอกชนจำนวนมาก ผลจากสภาวะขาดทุนของโรงพยาบาลจำนวนมากที่ต่อเนื่องกันมาหลายปี จนใกล้จะถึงจุดสภาวะล้มละลาย ทำให้การให้บริการประชาชนทำได้อย่างจำกัด โรงพยาบาลเล็กๆหรือโรงพยาบาลชุมชนที่ไม่มีความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ เพราะขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ ทำให้เกิดสภาวะการส่งต่อไปโรงพยาบาลใหญ่โดยไม่จำเป็น ประชาชนไม่ได้รับความสะดวก การรักษาพยาบาลผู้ป่วยไม่สามารถรองรับตามจำนวนผู้ป่วย โรงพยาบาลเกือบทั้งหมดไม่มีเตียงผู้ป่วยเพียงพอ ผู้ป่วยจำนวนมากต้องนอนรอตามทางเดินภายในอาคารหรือแม้ส่วนต่อเชื่อมระหว่างอาคาร อุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ขาดแคลนไม่พอเพียง สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยและญาติพี่น้อง และเกิดการฟ้องร้องดำเนินคดีระหว่างผู้เสียหายทางการแพทย์กับแพทย์พยาบาลเพิ่มมากขึ้น
------------------
ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร
นักวิชาการอิสระ









