ผมเจอคุณก่วนมู่ อดีตเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้
พอเอ่ยปากขอสัมภาษณ์ ท่านก็ขอพูดเรื่องโครงการรถไฟไทย-จีนทันที
แม้ว่าท่านเป็นอดีตทูตและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการ แต่ก็ยังติดตามรับรู้ความคืบหน้าของเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
คุณก่วนมู่บ่นให้ผมฟังว่าโครงการนี้คืบหน้าช้าเกินไป เขาอยากเห็นไทยเป็น “ฮับ” ของการคมนาคมอาเซียนอย่างแท้จริง แต่หากขืนช้ากว่านี้โอกาสจะหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดาย
เพราะท่านติดตามสื่อไทยด้วย จึงรับทราบเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายในไทย ว่าจีนเอาเปรียบไทยหรือไม่ในเรื่องนี้ ดอกเบี้ยแพงไปหรือไม่ เงื่อนไขไม่เอื้อต่อประเทศไทยหรือไม่ ประโยชน์ที่ได้จะไปอยู่กับจีนมากกว่าไทยหรือไม่
คุณก่วนมู่ยืนยันว่าจีนจริงใจในการทำให้โครงการนี้ ได้ประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองประเทศ “ผมเชื่อมั่นว่าจีนไม่ได้เอาเปรียบไทย เราต้องมองภาพรวมของความร่วมมือในเรื่องนี้ อย่าวิเคราะห์เพียงแต่ละด้าน”
ท่านอดีตทูตเตือนว่าประเทศไทยอย่าได้คิดว่าจีนไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องสร้างทางรถไฟจากจีนตอนใต้ผ่านลาว ไทย ลงไปมาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อเชื่อมต่อกับช่องแคบมะละกาเท่านั้น
“ตอนนี้ จีนได้สร้างทางรถไฟออกไปทางพม่า รัสเซียและเอเชียกลางแล้ว มีทางออกไปอีกหลายทาง ไม่ใช่เส้นทางผ่านไทยแต่เพียงเส้นเดียวอีกต่อไป.... ผมจึงอยากให้เร่งสรุปรายละเอียดความร่วมมือ เพื่อเดินหน้าสร้างทางรถไฟนี้ให้ได้โดยเร็ว....” คุณก่วนมู่บอกผม
ผมเชื่อว่าความหวังความตั้งใจดีของทั้งสองฝ่ายมีอยู่ แต่ฝ่ายจีนจะต้องชี้แจงอธิบายประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกมองว่าเอารัดเอาเปรียบไทยพร้อมตอบคำถามว่าประโยชน์ที่จะได้จริง ๆ จะตกอยู่กับฝ่ายไหนอย่างไรจึงจะสามารถเดินหน้าอย่างจริงจังได้
ล่าสุดการเจรจา “มาราธอน” ครั้งที่ 16 จบลงด้วยข้อตกลงว่า อาจจะตอกเสาเข็มได้ภายในเดือนมี.ค.ของปีใหม่นี้ โดยจะเป็นการตอกเข็มช่วงแรกสำหรับความยาวทางรถไฟ 3.5 กม. เป็นการนำร่องโครงการ
ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ได้มีพิธีเชิงสัญลักษณ์ ปักธงเพื่อถือเป็นการเริ่มต้นโครงการ ณ สถานีรถไฟเชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะเป็นศูนย์ควบคุมการเดินรถเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2558 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี นับจากเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2557 ที่ไทยและจีนได้เริ่มลงนามความร่วมมือนี้ร่วมกัน
เส้นทางแบ่งเป็น 4 ช่วง คือ 1. ช่วงกรุงเทพฯ (บางซื่อ)-แก่งคอย ระยะทาง 118.142 กิโลเมตร 2. ช่วงแก่งคอย-นครราชสีมา ระยะทาง 134.213 กิโลเมตร 3. ช่วงแก่งคอย-มาบตาพุด ระยะทาง 238.829 กิโลเมตร 4. ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 354.090 กิโลเมตร รวมระยะทาง 845.274 กิโลเมตร
ข่าวบอกว่าประเด็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้นจีนเสนอที่ 2.5% แต่ฝ่ายไทยต่อรองให้อยู่ที่ไม่เกิน 2% ยังคงไม่สามารถบอกประชาชนคนไทยว่าจะตกลงกันได้หรือไม่ เพราะโครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีนตั้งต้นกันที่มูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท ต่อมามูลค่าโครงการเพิ่มเป็นกว่า 5 แสนล้านบาท เนื่องจากจีนกำหนดค่าแรงสูงถึงวันละ 800 บาท และมีการนำเข้าวัสดุจากจีนทำให้ต้นทุนโครงการสูงขึ้น
ข่าวอีกกระแสหนึ่งบอกว่า ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมประจำปีของคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้าการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน (JC : Joint Committee on Trade, Investment and Economic Cooperation China-Thai) ที่ปักกิ่งช่วง 7-12 ธ.ค.2559
ในการประชุมครั้งนี้ มีการหารือถึงความก้าวหน้าความร่วมมือโครงการรถไฟไทย-จีน พร้อมกับมีการลงนามใน MoC หรือบันทึกความร่วมมือไทย-จีน มีการยืนยันเจตนารมณ์ว่า ไทยจะก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-หนองคายเหมือนเดิม
ท้ายสุดจะเดินหน้ากันได้เร็วช้าแค่ไหน ก็ต้องอยู่ที่ความชัดเจนว่าไทยเราจะได้หรือเสียอะไรเพียงใด
คนไทยคาดหวังจะได้รับรู้จากรัฐบาลไทย และคำชี้แจงที่ชัดเจนโปร่งใสจากปักกิ่งด้วยเช่นกัน









