ในยามที่โลกโซเชียลทำหน้าที่อย่างหนักหน่วงในการแชร์ พระราชกรณียกิจ พระราชประวัติและ พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
มากมายเกินจะกล่าวถึงหมดในที่นี้ ผู้เขียนขอหยิบยกหนึ่งในข้อความที่บอกเล่าถึง พระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านมีต่อปวงชนไทยและเศรษฐกิจไทย นั่นก็คือเรื่องราวของบริษัทโตโยต้า ที่เป็นธุรกิจรถยนต์แต่กลับมีโรงสีข้าวเป็นของตัวเอง
เชื่อว่าหลายท่านอาจจะมีโอกาสได้อ่านและรู้เรื่องมาบ้างแล้ว จึงขอเล่าสรุปความสั้น ๆ ว่าในปี 2540 ปีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมีข่าวลือว่า บริษัทโตโยต้าที่หยุดผลิตรถ ไปแล้วอาจจะปิดโรงงานในไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงสั่งผลิตรถยนต์ โตโยต้า โซลูน่า ขึ้นมา 1 คันให้เขียนชื่อรุ่นเป็นภาษาไทย(โซลูน่า) พร้อมพระราชทานเช็คจำนวน 6 แสนบาท ให้กับ โตโยต้า ซึ่งกลายเป็นทุนตั้งต้นของบริษัท ข้าวรัชมงคล จำกัดมาถึงทุกวันนี้
ในยุคฟองสบู่แตกครานั้นไม่ใช่แค่หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ประทานให้ปวงชนชาวไทยน้อมนำมาเป็นหลักคิดหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต แต่เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนั้นพระองค์ท่านยังยับยั้งความรุนแรงเศรษฐกิจที่กำลังดำดิ่งลงด้วยกุศโลบายที่แสนจะแยบยล
ยามที่ระบบการเงินพังลงไปเวลานั้นหากภาคการผลิตพังตามไปด้วย ไม่อยากคิดว่าจะเห็น ธุรกิจสะดุดล้มเป็นลูกโซ่ตามมาอีกเท่าใดไม่ใช่แค่พนักงานกว่า 5,000 คนที่จะถูกลอยแพ กระทบไปถึงครอบครัวที่ต้องกินต้องใช้เท่านั้น แต่ห่วงโซ่การผลิตหรือซับพลายเชนในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยจะกระทบต่อเนื่องอีกยาวไกล นี่คือส่วนหนึ่งที่สะท้อนพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระองค์
เหนือไปกว่านั้นพระองค์ท่านยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักการตลาดโดยแท้ เพราะรถโตโยต้า โซลูน่า รุ่นดังกล่าว กลายเป็นรุ่นยอดนิยมที่คนไทยซื้อตามจนโตโยต้าสามารถกลับมาผลิตรถได้อีกครั้งโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีการเลิกจ้างงาน แต่นั่นไม่ใช่การกระตุ้นกำลังซื้อเกินจริง พระองค์ท่านทรงเล็งเห็นแล้วว่า ผลกระทบของวิกฤติเกิดกับเศรษฐี แต่กำลังซื้อของคนระดับกลางที่จะซื้อรถราคา 600,000 บาทยังมีมากพอพยุงเศรษฐกิจในยามนั้นได้
ไม่นับรวมโรงสีข้าวที่พระองค์ท่านมีดำริให้รับซื้อข้าวจากเกษตรกรและจำหน่ายให้พนักงานโตโยต้าและประชาชนในราคายุติธรรม ที่ได้ช่วยทั้งเกษตรกรและประชาชนทั่วไปอีกด้วย
ในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน เพียงแค่มีกระแสรับสั่งไม่ให้โตโยต้าหยุดการผลิตก็ทำได้ แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน เพียงแค่สละทรัพย์ส่วนพระองค์ 600,000 บาทก็ช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจในวันนั้นให้เดินหน้าต่อไปได้
นี่เป็นเพียงหนึ่งในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีต่อประชาชนและประเทศไทยเท่านั้น ยังมีอีกมากมายเหลือเกินที่พวกเราคนไทยทุกคนจะต้องน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวฐิตารีย์ ลิขิตธนธรรม








