วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สานฝันให้นายกฯ : ปลดปล่อยพันธนาการสู่สตาร์ทอัพ Thailand 4.0

สตาร์ทอัพเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 และสู่ความยั่งยืน

สตาร์ทอัพเป็นความหวังและเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง พวกเราจึงต้องร่วมกันสร้างสรรค์สตาร์ทอัพ

สตาร์ทอัพต้องการบรรยากาศแวดล้อม (Ecosystem) ที่เหมาะสมเพื่อแตกหน่อและเติบใหญ่ บรรยากาศแวดล้อมที่ดีต้องเป็นระบบเปิด คือเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม โดยจะต้องเปิดโอกาสแล้วเปิดโอกาสอีก เปิดโอกาสครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับคนทุกกลุ่มคน ได้มีโอกาสที่จะร่วมกันสร้างสรรค์ สตาร์ทอัพตามขีดความสามารถของตนเอง

คุณสมบัติของกลุ่มคนที่สร้างสตาร์ทอัพให้กับประเทศไทย คือ ต้องเป็นคนดีและมีความสามารถ ที่ต้องการทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไทย กลุ่มคนที่สร้างสตาร์ทอัพจะต้องไม่ถูกผูกขาดไว้กับคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ทั้งในยุคเริ่มแรกนี้และต่อๆ ไปในอนาคตข้างหน้า ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้อาจจะเป็น กลุ่มคนหนุ่มสาว กลุ่มผู้อาวุโส กลุ่มคนภาคเอกชน กลุ่มคนภาครัฐ หรือกลุ่มใดๆ ก็ได้

เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวมีโอกาสสร้างสตาร์ทอัพจริงๆ จะต้องปรับฐานแนวคิด (Paradigm) ที่สำคัญบางประการ ได้แก่ บทบาทความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยของเราเชื่อมโยงกับนานาชาติในหลากหลายมิติ

ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐและเอกชนของประเทศไทยค่อนข้างเป็นระบบปิด แข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น แยกส่วน (Fragmented) ไม่บูรณาการ ไม่เอื้อที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อย่างเต็มที่ สืบเนื่องจากแนวคิดแยกส่วนอย่างเด็ดขาดที่เป็นอุปสรรค คือเชื่อกันว่าภาครัฐเท่านั้นที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ขณะเดียวกันก็เชื่อกันว่าภาคเอกชนมุ่งแต่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

แนวคิดที่ควรเป็นและควรสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอย่างแพร่หลาย คือ คุณค่าคุณประโยชน์ (Contribution) ของภาครัฐและภาคเอกชน ขึ้นอยู่กับสถานะบทบาท รูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสมว่าจะแยกส่วนหรือจะผสมผสานกันเพื่อเพิ่มโอกาสในการเสริมสร้างคุณค่าคุณประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ส่วนรวมอย่างสูงสุดและยั่งยืน

ยุทธวิธีหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการเพิ่มปริมาณสตาร์ทอัพ ด้วยการสร้างแหล่งบ่มเพาะฟูมฟักให้เกิดสตาร์ทอัพ คือเพิ่มโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐมาก โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจกลุ่มที่มีศักยภาพ ด้วยการลดการปิดกั้นขีดขวาง ขณะเดียวกันเพิ่มอำนวยความสะดวกในการทำวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม และสร้างสตาร์ทอัพ

การสร้างสตาร์ทอัพของภาครัฐสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ที่สะท้อนความสัมพันธ์กับภาคเอกชน ได้แก่ การแข่งขัน (Competition) เพื่อสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนยุคสมัย (Disruptive Technology) หรือ การประสานความร่วมมือและการแข่งขัน (Coopetition) เพื่อเชื่อมประสาน (Synergy) จุดดีจุดเด่นของภาครัฐและเอกชน

การจัดตั้งสตาร์ทอัพในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนด้วยแนวทาง “รัฐประชา” นั้น รัฐบาลต้องริเริ่มกำหนดนโยบาย กฎกติกา หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำคัญ เกี่ยวกับเงินทุนจัดตั้งสตาร์ทอัพ ตลาดของผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของสตาร์ทอัพ ดังต่อไปนี้

ให้รัฐวิสาหกิจลงทุนจัดตั้งสตาร์ทอัพ โดยนำเงินรายได้ภายในกรอบวงเงินไม่เกิน 1% ของกำไรสุทธิ มาเป็นทุนในการจัดตั้งสตาร์ทอัพ โดยที่กรอบวงเงินดังกล่าวไม่กระทบต่อการดำเนินการตามพันธกิจพื้นฐานของรัฐวิสาหกิจ

ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการของสตาร์ทอัพในช่วงบ่มเพาะ (Incubator) ควรได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองที่จะขายให้รัฐวิสาหกิจแม่ ส่วนราชการและหน่วยงานรัฐอื่นๆ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด จนกว่าจะคืนทุนและมีกำไรสะสมเป็นเงินทุนเพียงพอที่จะขยายกิจการ

ภายหลังจากผ่านช่วงระยะเวลาที่กำหนดให้สตาร์ทอัพแยกตัวออกมาเป็นอิสระ ไม่ใช้สิทธิความเป็นภาครัฐ และดำเนินธุรกิจในตลาดเสรีภายใต้กฎหมายเพ่งและพาณิชย์ เหมือนกับบริษัทอื่นๆ ทั่วไป และเพื่อยกระดับความเข้มแข็งและธรรมาภิบาลของบริษัทต้องกำหนดระยะเวลาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญของการคงอยู่ของบริษัท คือกำหนดให้บริษัทต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชนภายในเวลาที่กำหนด

จึงขอเชิญชวนทีมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลพิจารณาบรรจุเนื้อหาดังกล่าวข้างต้น เพื่อเป็นแนวนโยบายของรัฐบาลในการปลดปล่อยพันธนาการ (Re-regulation) ให้หน่วยงานภาครัฐที่มีขีดความสามารถสูง นำขีดความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สะสมมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ปรับเปลี่ยนเป็นสตาร์ทอัพอันทรงพลังที่จะขับเคลื่อน Thailand 4.0 ให้เกิดขึ้นได้จริงอย่างสดใส

---------------

ธงชัย มีนวล

[email protected]