รัฐบาลเริ่มจัดกระบวนเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของประชาชนในประเทศ
โดยผ่านคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการปฏิรูปและปรองดอง ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากแผนการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติแล้ว ยังมีการเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย ซึ่งหากพิจารณาขอบเขตของคณะกรรมการชุดนี้ที่มีคณะทำงานย่อยในหลายด้าน เป็นสัญญาณให้เห็นว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เริ่มขับเคลื่อนเข้าสู่ระยะที่สองของโรดแมพปฏิรูปประเทศ
ปัญหาใหญ่ของการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ เห็นจะเป็นประเด็นเรื่องการสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น หลังจากประเทศเกิดความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่และนำไปสู่การสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก แม้ว่าที่ผ่านมามีความพยายามสร้างกลไกเพื่อนำไปสู่การปรองดองของคนในชาติ แต่ปัญหาคือวิธีการหรือกลไกที่มีการเสนอมานั้นไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่อยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง หาใช่วิธีการเพื่อนำไปสู่การปรอง ดังนั้นไม่ว่าจะมีการเสนอแนวทางอย่างไร ก็ไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้นั้นคือการลดความขัดแย้ง
ดังนั้น ประเด็นใหญ่ของการสร้างปรองดองภายใต้คสช.และรัฐบาลในครั้งนี้ จึงน่าจะติดปัญหาเดียวกับครั้งก่อน นั่นคือ การสร้างความไว้วางใจว่าจะนำไปสู่ความปรองดองได้ ซึ่งหากสามารถแก้ปัญหาความไว้วางใจได้ เราเชื่อว่ากระบวนการทั้งหมดจะนำไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งให้สำเร็จลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างความปรองดองตามนโยบายของรัฐบาลและคสช.นั้น เราเชื่อว่าต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกินเวลายาวนานเกือบ 10 ปี โดยดูได้จากการกำหนดขอบเขตเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงปี 2548-2557
จากนอกการสร้างกลไกเพื่อสร้างความไว้วางใจแล้ว เรื่องใหญ่อีกเรื่องคือการสร้างกลไกทางการเมือง ซึ่งขณะนี้คสช.และรัฐบาลอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ หลายๆเรื่องเริ่มเห็นรูปร่างแล้ว แต่อีกหลายประเด็นยังมีการแก้ไข เพราะอย่าลืมว่ากลไกทางการเมืองต่างๆ ตั้งแต่เรื่องตัวบทกฎหมายและกติกาทางการเมืองต่างๆล้วนแต่มีความสำคัญอย่างมาก หากเราไม่สามารถออกกติกาที่ดีได้ ปัญหาความขัดแย้งเดิมๆก็จะวกกลับมาอีกครั้ง การมีกติกาทางสังคมที่ดีอย่างน้อยก็เป็นกรอบให้มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบและตามกฎหมายที่ควรจะเป็น
แน่นอนว่าเรื่องใหญ่เฉพาะหน้าย่อมเป็นเรื่องคดีความต่างๆ ที่ทุกฝ่ายมีคดีติดตัวอยู่ในขณะนี้ บางคนมีการพิจารณาคดีไปแล้ว ขณะที่อีกนับพันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในขั้นศาล ซึ่งประเด็นเรื่องลดหย่อนโทษหรือไม่เอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องอ่อนไหวทางสังคมอย่างมาก ซึ่งเราเชื่อว่าการแก้ปัญหาคดีทางการเมืองในอดีตก็จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องกล้าตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างความพอใจให้กับทุกฝ่าย เนื่องจากผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากจากความขัดแย้งที่ผ่านมา
เราเห็นว่าการสร้างความปรองดองเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนพอสมควร และเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้กระบวนการปรองดองเริ่มต้นได้อย่างแท้จริงแล้ว ยังต้องวางกรอบกติกาสำหรับระยะต่อไปด้วย เราเชื่อว่าหากรัฐบาลและคสช.สามารถเริ่มต้นกระบวนการสร้างความปรองดองได้ ก็จะเดินหน้าต่อไปได้ แต่หากไม่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ต้น สังคมไทยก็จะเผชิญความขัดแย้งฝังลึกต่อไป









