การหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ในอเมริกาเมื่อปลายปีที่แล้วกลบข่าวน่าสนใจเกี่ยวกับการปิด
สถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจนเกือบหมด สถาบันนั้นชื่อ “สถาบันเทคนิค ไอทีที” ซึ่งเป็นสถานศึกษาจำพวกแสวงหากำไรตั้งขึ้นโดยเอกชนเมื่อปี 2512 เมื่อวันประกาศปิดกิจการ สถาบันนี้มี 130 สาขากระจัดกระจายอยู่ใน 38 รัฐ การปิดกิจการทำให้นักศึกษากว่า 4 หมื่นคนถูกลอยแพ การปิดสถาบันแบบนี้มีหลายประเด็นน่าพิจารณาซึ่งส่วนใหญ่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลปล่อยให้เอกชนเปิดสถาบันการศึกษาง่ายเกินไปและไม่ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
ในเบื้องแรก เนื่องจากภาคเอกชนสามารถทำธุรกิจการศึกษาเพื่อแสวงหากำไรได้ไม่ยาก เอกชนจึงเปิดกันมากปานดอกเห็ด จำนวนมากมีหลักสูตรและการเรียนการสอนตามมาตรฐานที่รัฐบาลยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันมีอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้รับการยอมรับ ในกลุ่มหลังนี้มีคนไทยขนานนามว่า “มหาวิทยาลัยห้องแถว” ซึ่งมักดึงดูดนักเรียนต่างชาติรวมทั้งนักเรียนไทยให้ไปเรียนกันอย่างต่อเนื่อง จำนวนมากไปเรียนเพื่อหวังชุบตัวให้ดูดีมากกว่าเพื่อแสวงหาความรู้ความชำนาญสำหรับกลับไปทำงานที่บ้านเกิดของตน แต่จะมีนักเรียนไทยลงทุนไปเรียนที่ “มหาวิทยาลัยทรัมป์” หรือไม่ก่อนสถาบันแห่งนี้ถูกปิดไปไม่เป็นที่ประจักษ์ เรื่องนี้จะมีต่อในตอนจบ
ประการที่สองเกี่ยวกับเรื่องกองทุนกู้ยืมและหนี้สินของนักศึกษา ในอเมริกา นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่รัฐบาลยอมรับมีสิทธิ์กู้เงินได้จากหลายแหล่ง บัณฑิตจึงมักแบกภาระหนี้สินก้อนใหญ่ออกไปพร้อมกับใบปริญญา แต่จำนวนมากหางานทำไม่ได้ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งวิชาที่เรียนไปไม่มีตลาดแรงงานรองรับและคุณภาพของปริญญาตกต่ำลงมาจนบริษัทห้างร้านไม่ต้องการจ้าง บัณฑิตตกงานและชำระหนี้ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้หนี้เสียมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงการเงินกู้แล้ว โครงการเหล่านั้นขาดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับให้นักศึกษารุ่นต่อไปกู้อันเป็นการจำกัดโอกาสของเยาวชนรุ่นหลังอย่างไม่เป็นธรรม
ประการที่สามเกี่ยวกับความสูญเปล่าด้านเวลาและด้านเงินทุนที่สูญไป ความสูญเปล่านี้เกิดขึ้นทั้งเมื่อบัณฑิตหางานทำไม่ได้จึงไม่ชำระหนี้และเมื่อพวกเขายอมรับทำงานจำพวกที่ไม่จำเป็นต้องมีปริญญา อาทิเช่น งานในร้านค้าจำพวกสะดวกซื้อและงานในร้านอาหารจานด่วนซึ่งมีจำนวนมาก ร้ายยิ่งกว่านั้นยังมีการสูญเปล่าอีกชนิดหนึ่งซึ่งยากแก่การมองเห็น นั่นคือ ผลกระทบต่อตัวบัณฑิต ครอบครัวและสังคมทั่วไปเมื่อการตกงานและการมีหนี้สินก้อนใหญ่ก่อให้เกิดความเครียดทั้งในตัวบัณฑิตเองและในคนรอบข้างที่ต้องหาทางเกื้อหนุน
ประการที่สี่มีความสำคัญขั้นพื้นฐานและมีมหาวิทยาลัยทรัมป์เป็นตัวอย่างที่โดดเด่น สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบ ขอเรียนว่ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อนายทรัมป์นำหน้านั้นมิใช่สถาบันอุดมศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่เราเข้าใจกัน หากนายโดนนัลด์ ทรัมป์และพรรคพวกตั้งขึ้นมาเพื่อหาเงินแบบง่าย ๆ โดยใช้ชื่อและภูมิหลังของนายทรัมป์เป็นจุดขาย เนื่องจากนายทรัมป์มีประวัติยาวนานทางด้านการสร้างความร่ำรวยด้วยวิธี “จับเสือมือเปล่า” ในภาคอสังหาริมทรัพย์ พวกเขาจึงตั้งสถาบันการศึกษาขึ้นมาโดยเสนอสอนผู้สนใจสร้างความร่ำรวยด้วยวิธีเดียวกัน หลักสูตรสั้น ๆ นั้นรัฐบาลมิได้ยอมรับ
ผู้สนใจเรียนในสถาบันของเขาต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเองคิดเป็นเงินไทยไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทและอาจเกิน 2 ล้านบาท หลังเวลาผ่านไปหลายปี ผู้เข้าไปเรียนจำนวนมากพบว่าตนมิได้เรียนกับนายทรัมป์ หรือตามหลักสูตรที่โฆษณาและเมื่อจบไปก็หาเลี้ยงชีพไม่ได้ พวกเขาพากันฟ้องสถาบันและนายทรัมป์ต่อศาลฐานหลอกลวง สถาบันถูกยุบไปและหลังจากสู้กันอยู่ในศาลหลายปี นายทรัมป์เพิ่งยอมจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 25 ล้านดอลลาร์ แต่มิได้ยอมรับว่าตนทำธุรกิจหลอกลวง
นายทรัมป์มีประวัติยาวนานในด้านการพยายามเอาเปรียบผู้อื่นอย่างโหดร้ายแบบหน้าตาเฉย เมื่อไม่กี่วันมานี้เพิ่งมีกรณีผู้รับเหมาตกแต่งโรงแรมแห่งล่าสุดของเขายื่นฟ้องศาลฐานเขาไม่จ่ายเงินตามสัญญา ทั้งที่มีประวัติชั่วร้ายให้เห็น แต่ชาวอเมริกันยังเลือกเขาเป็นประธานาธิบดี เรื่องนี้สะท้อนความเสื่อมในสังคมอเมริกันซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ชั้นรางวัลโนเบลโจเซฟ สติกลิตซ์เรียกว่า “การขาดดุลทางศีลรรมจรรยา” (Moral Deficit)
ไทยเดินตามอเมริกามานานและยังจะทำเช่นนั้นต่อไปใช่ไหม?









