วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรับตัวรับความไม่แน่นอน

เริ่มต้นศักราชใหม่เศรษฐกิจโลกส่อแววสดใส

 ทั้งในส่วนของสหรัฐ ที่กิจกรรมภาคโรงงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 3 ปีเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ผลจากคำสั่งซื้อใหม่ๆ ที่เข้าไป ประกอบกับราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันสะท้อนว่าปัจจัยที่ถ่วงรั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินดอลลาร์หรือการตกต่ำของราคาน้ำมัน เริ่มบรรเทาเบาบางลงไปแล้ว นอกจากนั้น การใช้จ่ายภาคก่อสร้างของสหรัฐยังสูงที่สุดในรอบ 10 ปีครึ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นแรงหนุนอย่างดีทางเศรษฐกิจ และเป็นเครื่องชี้ว่าประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐจะได้รับมรดกทางเศรษฐกิจและขึ้นบริหารประเทศในช่วงที่กำลังแข็งแกร่ง และตลาดแรงงานที่มีการจ้างงานเกือบเต็มที่

ในส่วนของเศรษฐกิจอังกฤษ ก็ยังไปได้ดี แม้ใกล้ใช้มาตรา 50 เพื่อเริ่มกระบวนการเจรจา อันจะนำไปสู่การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป โดยดัชนีผู้จัดการจัดซื้อเดือนธันวาคม ขยายตัวสูงที่สุดตั้งแต่กลางปี 2558 นอกจากนั้น ตัวเลขเศรษฐกิจอีกหลายตัวสะท้อนว่า “เบร็กซิท” ยังไม่มีผลกระทบต่ออังกฤษ ส่วนเศรษฐกิจของ 19 ประเทศในยูโรโซนก็ส่อเค้าจะเติบโตอย่างเข้มแข็ง พิจารณาจากดัชนีผู้จัดการจัดซื้อซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม อันสะท้อนว่าบริษัทต่างๆ พร้อมใช้จ่ายและลงทุน สำหรับตัวเลขเงินเฟ้อในยูโรโซน ปรากฏว่าพุ่งขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม สู่ระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ผลจากราคาน้ำมันทะยานขึ้น อันบรรเทาความวิตกว่าจะเกิดเงินฝืด

แม้มีข่าวดีในแง่ของเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ต่างๆ ในโลก แต่ในส่วนของสหรัฐเองนั้น ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ โดยธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ระบุว่าบรรดาผู้กำหนดนโยบายมองว่าอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่วางแผนไว้ เนื่องจากแผนการกระตุ้นทางการคลังของว่าที่ผู้นำสหรัฐ อาจดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เฟดระบุว่ายังคาดหมายว่าจะสามารถปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ย้ำถึงความจำเป็นของการปรับขึ้นให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจก็ตาม ท่าทีที่ยังไม่ชัดเจนนี้ทำให้มีการมองว่าประเด็นหลักที่เฟดหารือกัน น่าจะเป็นเรื่องความไม่แน่นอน อันทำให้แนวโน้มของนโยบายอาจเปลี่ยนแปลงไปได้

ผู้นำสหรัฐจะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคม และยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจมากนัก แต่จากคำประกาศที่ลั่นวาจาไว้ระหว่างการหาเสียง มีแนวโน้มออกไปในทางของการเข้มงวดนโยบายการค้า ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์ข้อตกลงการค้าเสรีอย่างนาฟตากับทีพีพี ว่าเป็นต้นเหตุให้คนอเมริกันตกงาน เพราะบริษัทต่างๆ พากันย้ายฐานออกไปยังต่างแดน อีกทั้งล่าสุดยังมีการแต่งตั้งทนายความซึ่งเคยว่าความในคดีต่อต้านการทุ่มตลาดให้แก่บริษัทอเมริกัน ทั้งยังมีประสบการณ์ในการทำข้อตกลงที่คุ้มครองภาคธุรกิจสำคัญของสหรัฐ ให้ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าของประเทศ

สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้อนาคตอันใกล้นี้ ยังมีความไม่แน่นอนรออยู่ในเรื่องของการจับตาดูนโยบายผู้นำคนใหม่ของสหรัฐ ขณะที่ในระยะยาวนั้นก็ยังมีความไม่แน่นอนในเรื่องของการนำแนวนโยบายต่างๆ ของผู้นำใหม่ของสหรัฐ มาใช้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ไม่มากก็น้อย อีกทั้งยังมีประเด็นของการที่อังกฤษประกาศไว้ว่า จะเริ่มกระบวนการเจรจาเพื่อถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปในเดือนมีนาคม อันจะทำให้บรรยากาศหรือภาพรวมระหว่างประเทศ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และเป็นสิ่งที่ต้องจับตากันอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมตัวรับมือ