วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนังสือปี 2016 ที่คุณห้ามพลาด

ในภาคแรกของบทความนี้ ผมขอแนะนำหนังสือ 2 เรื่อง 2 รส แต่เด็ดดวงทั้งคู่

เริ่มจากสไตล์เบาๆ ก่อน หนังสือชื่อ Originals ของ อดัม แกรนท์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียร์ บอกท่านผู้อ่านตามตรง ผมซื้อหนังสือเล่มนี้ เมื่อเปิดอ่านแบบผ่านๆถึงย่อหน้าที่แกรนท์เขียนว่าคนที่ใช้บราวเซอร์ Chrome และ Safari จะมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากกว่าคนที่ใช้ Internet Explore และ Firefox ด้วยการยกตัวอย่างการสำรวจเชิงวิจัยของพนักงาน Call Center ในอเมริกา ว่าผลการศึกษาคอนเฟิร์มว่าเป็นเช่นนั้นจริง เนื่องจากรู้สึกทึ่งถึงความช่างสังเกตของผู้เขียนท่านนี้

หนังสือเล่มนี้ ชี้ว่าเอาเข้าจริงๆแล้ว ไม่มีใครที่เก่งและกล้าเสี่ยงแบบบ้าบิ่นตั้งแต่กำเนิดจนสามารถดังได้ โดยเขายกตัวอย่างที่น่าสนใจคนดังไว้หลายท่าน ที่เมื่อมองผิวเผินเหมือนกับว่าจะเก่งและกล้าเสี่ยงแบบสุดๆ ทว่าเมื่อมองเข้าไปให้ลึกแล้ว เซเลปเหล่านี้ก็เหมือนกับเราๆท่านๆที่กลัวความเสี่ยง แต่ใช้วิธีเสี่ยงเพิ่มทีละนิดๆจนขึ้นชื่อว่าได้เป็นผู้กล้าที่สามารถก้าวกระโดดออกมาจากกลุ่มจนโดดเด่นที่แกรนท์เรียกคนเหล่านี้ว่า “Originals”

เริ่มจากเซอร์จี บรินและลาร์รี เพจ ผู้ก่อตั้ง Google ที่แท้จริงแล้วยังทำงานประจำอยู่แม้ว่าจะสร้างบริษัท Google ในช่วงแรกๆ โดยกว่าที่จะโดดออกมาในฐานะเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ก็ใช้เวลาหลายปี ถ้ายังจำกันได้ ช่วง 3-4 ปีแรก ที่มีบริการอีเมล์ gmail นั้น ผู้ที่สามารถใช้บริการได้ ต้องเป็นพวก techie ที่สามารถเข้าถึงภาษา Linux เท่านั้น เนื่องจากทั้งคู่ยังมิได้ลงมาเล่นเต็มตัว

นอกจากนี้ คนดังที่เราเห็นความโดดเด่นในระดับแบบอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นปิกัสโซ่ หรือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ทั้งคู่ ต่างก็ใช้เทคนิคการผลิตผลงานให้เยอะๆเข้าไว้หรือการถ่วงเวลาแบบมีชั้นเชิงเพื่อขัดเกลาให้ผลงานของตนเองมีความสมบูรณ์มากที่สุด ก่อนที่จะถ่ายทอดสู่สาธารณชน โดยแกรนท์ศึกษาผลงานศิลปะของปิกัสโซ่เทียบกับผลงานของศิลปินท่านอื่นๆ พบว่าแท้จริงแล้วหากเทียบโอกาสของการออกผลงานใหม่แล้วเปรี้ยงเมื่อเทียบกับศิลปินในยุคเดียวกัน พบว่าโอกาสที่โดนไม่ได้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทำให้ปิกัสโซ่ประสบความสำเร็จคือการขยันออกผลงานสู่ตลาดมากกว่าเพื่อนศิลปินแบบหลายเท่าตัว จนกระทั่งผลงานชิ้นเด่นๆของปิกัสโซ่ดังเปรี้ยงออกมา

ในส่วนของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงนั้น ที่ขึ้นชื่อว่ามีความสามารถในการกล่าวสุนทรพจน์ระดับตำนาน แท้จริงแล้ว เป็นคนที่ไม่มั่นใจในความสามารถในการพูดของตนเองเป็นอย่างมาก จนต้องคอยขัดเกลาให้สุนทรพจน์ของตนเองมีภาษาสละสลวยยิ่งขึ้นๆเรื่อยๆ ตัวเขาเอง ซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระทั่งจำทุกจังหวะการหยุดการเริ่มพูดได้แบบแม่นยำทุกวินาที ทำให้ผลงานของเขาออกมาเป๊ะมากในตอนที่พูดต่อสาธารณชน

ผมว่าแกรนท์ตอนนี้เป็นนักเขียนที่ใกล้แตะลีกอย่างมัลคอม แกลดเวลล์ และ ไมเคิล ลูอิส เข้าไปทุกทีแล้ว

อีกเล่มที่ผมชื่นชอบ คือ Between debt and the devil ซึ่งอแดร์ เทอร์เนอร์ อดีตประธานหน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของอังกฤษ ได้พูดถึงการที่ระบบเศรษฐกิจที่ผ่านมาให้อิสระกับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อมากเกินไป จนเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ๆของโลกมาถึง 2 ครั้งในรอบ 75 ปี และวิกฤตระดับภูมิภาคแบบนับครั้งไม่ถ้วน เทอร์เนอร์อยากให้ธนาคารกลางมีบทบาทในการกระจายเงินในระบบเศรษฐกิจให้กับหน่วยต่างๆมากกว่าแบงก์พาณิชย์ เนื่องจากธนาคารกลางไม่มีความตั้งใจที่จะเน้นแต่กำไรสูงสุด 

ที่สำคัญ วิกฤตซับไพร์มนั้น เศรษฐกิจโลกรอดมาได้จากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกลางของประเทศตะวันตก และมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือ QE ทางเทอร์เนอร์ได้ให้ความเห็นและแนะนำมาตรการที่ให้แบงก์พาณิชย์กันเงินกองทุนถึงระดับร้อยละ 20 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้ปล่อยสินเชื่อซี้ซั้วเหมือนอย่างที่ผ่านมา รวมถึงให้แบงก์ชาติพิมพ์เงินเข้าระบบเศรษฐกิจแบบที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันยิงตรงต่อภาคเศรษฐกิจจริง โดยพิสูจน์ว่าเป็นประโยชน์มากกว่าโทษต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ที่ผมชอบเทอร์เนอร์ เพราะเขาสามารถเขียนเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้ดีระดับหนึ่งซึ่งหาคนทำแบบนี้ในวงการเศรษฐกิจการเงินโลกได้ยากในยุคนี้

เอาไว้ช่วงสงกรานต์ จะพูดถึงหนังสือการลงทุน 2 เล่ม ในปี 2016 ที่น่าสนใจ ให้อ่านกันครับ