วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิธีจัดการกับ “ข่าวปลอม” :โค้ดคอมพิวเตอร์กับมาตรการทางสังคม

ตอนที่แล้วผู้เขียนพูดถึงปัญหา “ฟองสบู่ตัวกรอง” หรือ filter bubble และ “ข่าวปลอม”

 ในเฟซบุ๊ก ซึ่งอย่างหลังนี้ถูกชี้ว่าเป็น “ตัวการ” ประการหนึ่งในชัยชนะชนิดหักปากกาเซียนของ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน

หลายคนอาจไม่เชื่อว่า ลำพัง “ข่าวปลอม” จะส่งอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้จริงๆ และก็คงไม่มีใครสามารถพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตรืได้ว่า มีชาวอเมริกันที่ลงคะแนนเลือกทรัมป์เพราะเชื่อ “ข่าวปลอม” เป็นหลัก แต่อย่างน้อยสถิติก็บอกชัดว่า “ข่าวปลอม” เหล่านี้มีอิทธิพลสูงมาก บทวิเคราะห์ของเว็บ Buzzfeed (https://www.buzzfeed.com/craigsilverman/viral-fake-election-news-outperformed-real-news-on-facebook) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2559 ชี้ชัดว่าในบรรดาข่าวปลอมที่มียอด “การมีส่วนร่วม” (นับยอดแชร์ ยอดปฏิกิริยา (เช่น กดไลค์) และคอมเม้นท์ทั้งหมดของโพสนั้นๆ) ในเฟซบุ๊กสูงสุด 20 อันดับ มียอดการมีส่วนร่วมรวมกันถึง 8.7 ล้านครั้งในช่วงสามเดือนก่อนการเลือกตั้ง สูงกว่ายอด “ข่าวจริง” ของสำนักข่าวกระแสหลักที่มียอดการมีส่วนร่วมสูงสุด 20 อันดับ ซึ่งอยู่ที่ 7.3 ล้านครั้ง!

ข่าวปลอมที่มียอดการมีส่วนร่วมสูงสุด 5 อันดับแรกล้วนแต่เป็นประโยชน์กับทรัมป์ เช่น ข่าว “โป๊ปฟรานซิสประกาศสนับสนุนทรัมป์” (ยอดการมีส่วนร่วม 960,000 ครั้ง), “วิกิลีกส์ยืนยัน ฮิลลารีขายอาวุธให้กับกลุ่มผู้ก่อการร้ายไอซิส” (ยอด 789,000) และ “อีเมลถึงไอซิสของฮิลลารีรั่ว! เลวร้ายเหนือจินตนาการ” (ยอด 754,000) ซึ่งแน่นอนว่า ยิ่งยอดแชร์พุ่งทะยาน ยอดรายได้จากโฆษณาก็ยิ่งทะลุเป้า ฉะนั้นสื่อปลอมที่ไม่สนใจจะทำข่าวจริงอยู่แล้วจึงมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจชัดเจนที่จะสร้างข่าวปลอมเยอะๆ โดยใช้พาดหัวตัวโตๆ เขียนข่าวที่ทำให้คนรู้สึกช็อกหรือสะใจกับเนื้อหา และก็เขียนได้ตามสบาย เพราะข่าวปลอมคือเรื่องโกหกอยู่แล้ว

ในเมื่อคนจำนวนมากมีแรงจูงใจชัดเจนที่จะทำข่าวปลอม โดยไม่สนใจเรื่องความถูกต้องหรือความเป็นมืออาชีพ และในเมื่อข่าวปลอมย่อมมีแนวโน้มที่จะ “โดนใจ” คนมากกว่าข่าวจริง (เพราะไม่ต้องสนใจข้อเท็จจริงอะไรเลย) ก็ไม่น่าแปลกใจที่ข่าวปลอมจะแพร่หลายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก

ในเมื่อข่าวปลอมผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แพร่หลายและส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดหรือซ้ำเติมอคติของผู้ใช้เฟซบุ๊กเป็นแสนๆ คน คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งคำถาม ประณาม หรือเรียกร้องให้เฟซบุ๊กจัดการกับสถานการณ์นี้ คำถามที่ตามมาคือ วันนี้เฟซบุ๊กเองทำอะไร?

หลังจากที่ยึกยักมาเป็นเดือน และหลังจากที่ภายในบริษัทเกิดการอภิปรายโต้เถียงกันอย่างเข้มข้นเมื่อ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้ง ออกมายักไหล่พูดทำนองว่า “ฉันไม่แคร์” และอ้างอย่างไม่รับผิดชอบว่า “เราเป็นบริษัทเทคโนโลยี ไม่ใช่บริษัทสื่อ” อดัม มอสเซรี (Adam Mosseri) ผู้รับผิดชอบนิวส์ฟีด (newsfeed ฟีเจอร์แสดงข่าว) ของบริษัท ก็ออกมาประกาศต่อสาธารณะกลางเดือนธันวาคม 2559 (ต้นฉบับ http://newsroom.fb.com/news/2016/12/news-feed-fyi-addressing-hoaxes-and-fake-news/) ว่า เฟซบุ๊กได้ออกมาตรการมาแล้ว 4 อย่าง เพื่อจัดการกับปัญหานี้ ได้แก่

  1. ปรับฟีเจอร์ให้ผู้ใช้รายงานข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น โดยถ้าคลิกที่มุมด้านขวาของทุกโพสจะขึ้น “นี่เป็นข่าวปลอม” เป็นทางเลือกในเมนูการรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
  2. ทำงานร่วมกับองค์กรที่มีชื่อเสียงในด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น Snopes.com, Factcheck.org และ Politifact เพื่อตรวจสอบว่าข่าวแต่ละชิ้น “จริง” หรือไม่ ถ้าหากองค์กรเหล่านี้ “ติดธง” ว่าข่าวชิ้นนั้นมีปัญหา เฟซบุ๊กจะขึ้นคำว่า “มีปัญหา” (disputed) ให้เห็นในนิวส์ฟีด แสดงลิงก์ไปยังบทความอธิบายบนเว็บไซต์ขององค์กรที่เช็คข่าวชิ้นนั้นๆ และอัลกอริธึมหรือโค้ดของเฟซบุ๊กจะ “ลดคะแนน” ข่าวชิ้นนั้นให้แสดงผลในนิวส์ฟีดต่ำกว่าข่าวชิ้นอื่นๆ แต่จะไม่ถึงกับลบข่าวชิ้นนั้นออกจากเฟซบุ๊ก
  3. ปรับโค้ดของเฟซบุ๊กในการจัดอันดับข่าวในนิวส์ฟีดใหม่ โดยใช้ข้อมูลจากชุมชนผู้ใช้เฟซบุ๊กเอง เช่น ถ้าข่าวชิ้นไหนมีการแชร์น้อยมากหลังจากที่คนเข้าไปอ่าน ก็อาจเป็นสัญญาณว่ามันมีปัญหาอะไรบางอย่างหรือทำให้คนเข้าใจผิด เฟซบุ๊กจะปรับอันดับของข่าวทำนองนี้ให้อยู่ต่ำกว่าปกติในนิวส์ฟีด
  4. บั่นทอนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ – เฟซบุ๊กพบว่าข่าวปลอมจำนวนมากมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอยู่เบื้องหลัง ดังที่บทวิเคราะห์ Buzzfeed สรุปข้างต้น โดย “สแปมเมอร์”(spammer หมายถึงคนที่จงใจส่งเนื้อหาเดิมๆ ออกมาซ้ำๆ ถี่ๆ) แสร้งทำตัวเป็นสำนักข่าว โพสข่าวปลอมบนเฟซบุ๊กเพื่อล่อหลอกให้คนตามไปอ่านบนเว็บไซต์ของพวกเขา แล้วก็ทำเงินจากป้ายโฆษณาบนเว็บ เฟซบุ๊กเริ่มจัดการกับปัญหานี้ด้วยการกำจัดความสามารถในการปลอมโดเมนเนม (spoof demain) เพื่อลดจำนวนเว็บไซต์ที่ “อำพราง” ว่าตัวเองเป็นสำนักข่าวจริง และปรับปรุงนโยบายขายพื้นที่โฆษณาว่า “ข่าวปลอม” จัดเป็น “เนื้อหาที่หลอกลวงและทำให้คนเข้าใจผิด” ซึ่งเฟซบุ๊กไม่รับโฆษณาให้ ทำให้สำนักข่าวปลอมที่อยากจ่ายเงินโฆษณาบนเฟซบุ๊กเพื่อ boost หรือเพิ่มการเข้าถึงข่าวตัวเองทำได้ยากขึ้น และเฟซบุ๊กก็ประกาศว่าจะติดตามตรวจสอบเนื้อหาต่างๆ ที่จะมาโฆษณามากขึ้น

เฟซบุ๊กไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่บริษัทเดียวที่พยายามจัดการกับ “ข่าวปลอม” หลังจากที่ถูกประณามจากคนจำนวนมาก ก่อนหน้านี้กูเกิลก็ประกาศว่า กำลังปรับปรุงนโยบายเพื่อห้ามไม่ให้เว็บข่าวปลอมทั้งหลายใช้ AdSense (แพล็ตฟอร์มขายโฆษณาของกูเกิล) ซึ่งจะช่วยตัดช่องทางทำเงินของนักปลอมข่าวทั้งหลาย ลดแรงจูงใจที่พวกเขาจะทำเว็บข่าวปลอมต่อไป

ที่กล่าวไปทั้งหมดนั้นเป็นตัวอย่างอันดีของการใช้ “โค้ดคอมพิวเตอร์” ประกอบกับ “มาตรการทางสังคม” มาจัดการกับปัญหาในโลกออนไลน์ที่ไม่ได้ถึงขั้นผิดกฎหมาย

เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้เฉพาะในสังคมที่คนจำนวนมากเข้าใจว่า “กฎหมาย” ไม่ใช่เครื่องมือที่ดีสำหรับเรื่องทุกเรื่อง ในกรณีนี้ถ้าเป็นกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐในฐานะผู้บังคับใช้ก็จะมีอำนาจตัดสินเอาเองว่า เนื้อหาชิ้นไหนเป็น “ข่าวปลอม” แทนที่จะอาศัย “วิจารณญาณรวมหมู่” ของผู้ใช้เน็ต