รัฐบาลเตรียมจัดทำงบงบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2561
ซึ่งจะประกาศใช้ในเดือนตุลาคมปีหน้า โดยยังยึดหลักการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล และการจัดงบประมาณกลางปีเหมือนงบประมาณปีปัจจุบัน โดยคาดว่าจะมีงบเงินงบประมาณรายจ่ายประมาณ 3 ล้านล้านบาท และต้องกู้เงินราว 5 แสนล้านบาท ซึ่งประเด็นที่น่าสนใจคืองบประมาณจะถูกผลักดันตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีเป้าหมายจะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ในหลายด้าน
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายการจัดทำงบประมาณเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจตรงที่นายกรัฐมนตรีให้การจัดทำงบประมาณมุ่งไปที่นโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” และนโยบายเศรษฐกิจแบบพอเพียง โดยขอให้การจัดทำงบประมาณมีสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างสองนโยบายหลักของประเทศ ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินสองทางไปพร้อมกับ ด้านหนึ่งก็ต้องการตามกระแสโลกให้ทันด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุคใหม่ แต่ด้านหนึ่งก็ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน
หากพิจารณาหลักการของนโยบายทั้งสองด้านในคราวเดียวกัน นับว่าเป็นงานหนักของรัฐบาลไม่น้อย เพราะการตามกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกให้ทัน เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในอดีต เพียงแตกต่างกันตรงที่การพัฒนาในอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในยุคการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ซึ่งหมายความว่าหากเราต้องการพัฒนาไปในทิศทางนั้น สังคมไทยจะต้องทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเข้าไปสู่ภาคอุตสาหกรรมสมัยใหม่
ที่สำคัญคือการพัฒนาระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสมัยใหม่จะขาดไม่ได้คือ การบริโภคของประชาชนในประเทศเอง แม้ว่าด้านหนึ่งจะผลิตเพื่อส่งออก อีกด้านหนึ่งกำลังซื้อในประเทศต้องมีรองรับที่เพียงพอ เพราะลำพังจะพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นไปได้ยากในยุคที่ใครๆก็ผลิตสินค้าประเภทเดียวกันได้ ดังนั้น หากเราต้องการพัฒนาเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมสมัยใหม่อย่างแท้จริงแล้ว กำลังซื้อในประเทศถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวสะท้อนได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ให้ความเห็นเรื่องการผลักดันนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาล
แต่เมื่อพิจารณารายได้และสัดส่วนความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจนั้น จะเห็นว่าผู้ที่กำลังซื้อจริงๆ ส่วนใหญ่มากจากภาคอุตสาหกรรมและบริการ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ในขณะที่ภาคชนบทของไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังมีรายได้ไม่มากนัก อีกทั้งรัฐบาลก็ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากภาคเกษตรของไทยก้าวสู่การบริโภคยุคใหม่อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเผชิญกับความไม่แน่นอนทางด้านรายได้จากราคาสินค้าเกษตร จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักที่จะทำให้ภาคเกษตรก้าวสู่ยุคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ที่สำคัญนโยบายเศรษฐกิจแบบพอเพียง ที่มุ่งเน้นไปที่การพึ่งพาตัวเองในการดำรงชีวิต ซึ่งปัจจุบันประชาชนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอาจมีบางด้านไปขัดกับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองแนวคิดมีความขัดแย้งกันในตัว แม้จะมีความพยายามตีความไปต่างๆนานา แต่เมื่อรัฐบาลจะดำเนินนโยบายทั้งสองด้านไปควบคู่กัน จึงเป็นทิศทางที่น่าสนใจอย่างมากว่าจะทำได้อย่างไรในคราวเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นปัญหาใหญ่หาใช่เรื่องทางเลือกระหว่างแนวทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องความรู้ความเข้าใจของประชาชนต่างหาก เพราะหากคนไม่มีความเข้าใจแล้ว ก็จะเกิดความสับสนว่าเราจะเดินไปในทิศทางใดกันแน่ ด้านหนึ่งเศรษฐกิจสมัยใหม่ที่มุ่งการผลิตแสวงหากำไรและการบริโภค อีกด้านหนึ่งมุ่งไปที่การพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิต ซึ่งเราเห็นว่าการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นเป็นการทั่วไปจะสามารถเดินหน้าทั้งสองนโยบายไปควบคู่กันได้ หาไม่แล้วคนไทยก็จะเกิดความสับสน อีกทั้งความขัดแย้งจากนโยบายหลักของประเทศนั่นเอง






