วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

คุณไม่พร้อมเปลี่ยนก็เตรียมเดี้ยง

ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี กำลังมีผลกระทบต่อสังคมไทย ในเกือบทุกด้าน

 ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ และหากคนไทยในทุกภาคส่วนไม่ปรับตัวให้ทัน เราจะกลายเป็นประเทศล้าหลังภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

สัจธรรมในโลกยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนได้ตลอดเวลาคืออะไรที่เคยเป็นสูตรสำเร็จในอดีต อาจเป็นความล้มเหลวในวันนี้

อะไรที่พาคุณมาถึงจุดนี้ อาจจะไม่สามารถผลักดันคุณไปถึงจุดที่คุณตั้งเป้าไว้ก็ได้

แต่ก่อนคนเชื่อว่าใหญ่จะชนะเล็ก ปลาใหญ่เคยกินปลาเล็ก แต่วันนี้ขนาดไม่สำคัญเท่ากับความเร็ว ปลาเร็วกลืนปลาช้า

วันนี้ไม่มีใครถามว่าการปฏิวัติดิจิทัลจะเกิดขึ้นหรือไม่และจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่... แต่จะถามว่าองค์กรและบุคลากรทั้งหลาย จะรับมือกับมันอย่างไรเท่านั้น ใครที่ยังงง ๆ และมัวแต่หาเหตุแก้ตัวเพื่อไม่ให้ต้องเปลี่ยนแปลง และปรับปรุงตัวเองก็รอวันตายเท่านั้น

คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานหอการค้าไทยพูดในงานสัมมนาประจำปีในหัวข้อ “นวัตกรรมทำจริงสู่ประเทศไทย 4.0” เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าภายในปี 2563 หรืออีกเพียง 3 ปีจากนี้ 15 เขตเศรษฐกิจที่ครอบคลุมแรงงานกว่า 65% ของโลกเช่นอาเซียน อาหรับ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย สหรัฐฯ ยุโรป อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย (และแน่นอน รวมทั้งไทย)จะมีตำแหน่งงานหายไปถึง 7 ล้านตำแหน่ง

และสองในสามของตำแหน่งงานที่หายไปจะเป็นงานที่อยู่ในส่วนของสำนักงานเลขานุการ งานบัญชี พนักงานขาย พนักงานจัดเอกสาร

จะมีงานใหม่เข้ามาทดแทนเพียง 2 ล้านตำแหน่ง ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่เกี่ยวกับการควบคุมการใช้งาน และพัฒนาเทคโนโลยีเช่นวิศวกรคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์ เป็นต้น

หากเป็นเช่นนี้จริงก็แปลว่าคนจะตกงานกันเป็นจำนวนมาก เหตุเพราะสิ่งที่ระบบการศึกษาของเราผลิตออกมาไม่ตรงกับความต้องการของโลกดิจิทัลยุคใหม่ ส่วนความต้องการใหม่ในสังคม Internet of Things (IoT) นั้น โรงเรียนและมหาวิทยาลัยของเราก็มิอาจผลิตออกมาทันกับความต้องการได้

คุณอิสระบอกด้วยว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคก็กำลังเปลี่ยน ส่งผลให้หันไปซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ที่มีรูปแบบหลากหลาย อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าห้างค้าปลีกถึง 20-30%

ฟังอย่างนี้อาจจะมีคนแย้งอยู่ในใจ เพราะยังเห็นผู้คนเดินห้างกันอยู่เป็นจำนวนมาก และกลุ่มธุรกิจยักษ์ทั้งหลายก็ยังแย่งกันสร้างร้านรวงใหญ่ ๆ แพง ๆ หรู ๆ กันอย่างคึกคัก

แต่ข้อมูลหลายด้านยืนยันตรงกันว่าคนไทยกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมด้านนี้จริง...โดยเฉพาะแนวโน้มของคนต่างจังหวัดที่กำลังหันมาใช้อีคอมเมิร์ซกันอย่างคึกคักกว่าที่เคยคาดเอาไว้

บริษัทลาซาด้าประเทศไทยแจ้งเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าเมื่อเปิดกิจการซื้อขายออนไลน์ในปี 2555 ยอดขาย 70% อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล แต่วันนี้ยอดขาย 70% มาจากต่างจังหวัด เพราะการขยายโครงข่ายของโทรศัพท์มือถือ และห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในต่างจังหวัดมีไม่มาก คนต่างจังหวัดจึงหันมาซื้อสินค้าออนไลน์ และ 60% ของยอดขายทั้งหมดมาจากมือถือ

ตามสถิติของลาซาด้า 5 จังหวัดที่มียอดขายเติบโตสูงสุดได้แก่

สมุทรสงคราม มียอดสั่งสินค้าเพิ่ม 220% ตามมาด้วยอำนาจเจริญ ชุมพร กาญจนบุรี และ กาฬสินธุ์

สะท้อนว่าการเติบโตของ e-commerce ในต่างจังหวัดกำลังเป็นแนวโน้มชัดเจน และไม่ได้กระจุกอยู่แต่เพียงภาคใดภาคหนึ่ง หากแต่กระจายไปในทุกภาคส่วน

หมวดสินค้าที่เติบโตสูงสุดได้แก่สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ยานยนต์ ท่องเที่ยวและสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่หมวดความงามและสุขภาพ

พฤติกรรมสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนอีกด้านหนึ่งคือธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวกับธนาคาร ผู้คนไปสาขาธนาคารกันน้อยลง การใช้ตู้ ATM ก็หดตัว ทั้งสองอย่างนี้มีต้นทุนสูงและถูกทดแทนด้วย apps ในมือถือที่ใช้โอนเงิน ฝากเงินและกู้เงินได้มากขึ้นตามลำดับเพราะวิวัฒนาการของ Fintech และ Blockchain ซึ่งทำให้ผู้บริหารธนาคารทุกด้านต้องหันมาปรับตัวกันจ้าละหวั่น

ไม่ต้องพูดถึงพฤติกรรมคนเสพสื่อที่หันมาใช้มือถือเป็น first screen แทนที่เคยถูกเรียกเป็น second screen เพราะคนนั่งหน้าจอทีวีตามผังรายการของคนทำทีวีน้อยลง แต่หามาติดตามข่าวสารและข้อมูลผ่าน social media ในมือถือเพราะทุกอย่างสามารถทำผ่าน livestreaming หรือถ่ายทอดสดได้

ตอนที่ผมประกาศเมื่อหลายปีก่อนว่าคนทำทีวีต้องตระหนักในความเป็น Prime Time All the Time ผ่านมือถือนั้นผมไม่คิดว่ามันจะกลายเป็นความจริงอย่างรวดเร็วฉับพลันขนาดนี้ด้วยซ้ำ

ยังไม่มีใครบอกได้ว่าคลื่นยักษ์ “สึนามิ” แห่ง Internet of Things จะซัดสาดให้ผู้คนในวงการไหนต้องล้มหายตายจาก และเปิดโอกาสให้ startups ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมา “ป่วน” ระบบสังคมมากน้อยเพียงใด

ที่รู้แน่ ๆ คือคนที่เคยนึกว่า “ข้าฯแน่” นั้นค่อย ๆ หายไปทีละคนสองคน เหลือแต่คนที่พยายามปรับเปลี่ยน ทดลอง ผิดแล้วลองใหม่ เรียนรู้ความผิดพลาดของคนอื่นและขี่ยอดคลื่นอย่างแน่วแน่มุ่งมั่น...และถ่อมตนตลอดเวลา!