วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สร้างองค์ความรู้ชุมชน

รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี โดยเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ให้กับผู้มีเงินได้ที่ซื้อสินค้าและบริการช่วงปลายปี ในระหว่างวันที่ 14–31 ธ.ค.2559 รวมเวลา 18 วันตามที่ได้มีการใช้จ่ายจริงและตามฐานภาษีของแต่ละบุคคลโดยลดหย่อนไม่เกินคนละ 15,000 บาท โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิตามมาตรการนี้ราว 1 ล้านคน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 3,200 ล้านบาท แต่จะได้กลับคืนในรูปแบบของภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบที่คาดว่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งโดยรวมแล้วจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีไม่ให้ร่วงลงแรงเกินไป

มาตรการดังกล่าวออกมารองรับการบริโภคของประชาชน ที่ชะลอตัวลงไปก่อนหน้านี้จากหลายปัจจัย และกระทรวงการคลังจะประเมินอีกครั้งว่ามาตรการนี้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน โดยอาจจะพิจารณาออกมาตรการในลักษณะเดียวกันในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเท่ากับว่าจากขนาดของมาตรการเดิมที่ให้ลดหย่อน 30,000 บาท เหลือ 15,000 บาท ได้ลดลงเหลือครั้ง และอาจเก็บไว้กระตุ้นอีกครั้งหากเห็นว่าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว แต่ข้อเสนอของกระทรวงการคลังในครั้งแรก อาจชี้ให้เห็นว่าอาจจำเป็นต้องการกระตุ้นมากพอสมควรเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัว

อันที่จริง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะนี้ รัฐบาลในช่วงหลังๆมักนิยมผลักดันออกมาก เนื่องจากเป็นมาตรการระยะสั้นที่ได้ผลเร็ว หากย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมาในหลายๆรัฐบาล มาตรการในลักษณะนี้มักจะออกมาในหลากหลายรูปแบบ แต่ล้วนมีหลักการเดียวกันคือบทบาทของภาครัฐเป็นตัวนำในการกระตุ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เรื่องการจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น รัฐบาลยังอีดฉีดโดยตรงผ่านกองทุนหมู่บ้านและจ่ายเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนกับรัฐบาล

แน่นอนว่าการดูแลภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาล ดัวนั้นจึงต้องคอยสอดส่องอยู่เสมอเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ประเด็นที่น่าสังเกตสำหรับมาตรการในลักษณะนี้ของรัฐบาล นับว่ามีประเด็นน่าสนใจเชิงนโยบายประการหนึ่ง คือ ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐไทยในช่วงที่ผ่านมา มีความเกี่ยวพันกับปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก แม้หลายๆรัฐบาลมีความพยายามสร้างความเข้มแข็งภายในเหมือนรัฐบาลปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก

หากประเมินจากนโยบายต่างๆของรัฐบาลที่เข้าไปช่วยเหลือ จะเห็นว่ามีความกว้างขวางและขอบเขตไปทั่วประเทศ โดยแยกแยะในรายละเอียดเป็นคนกลุ่มต่างๆมากมาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยแทบทุกส่วนล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเป็นลูกโซ่ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลจะถมเงินทั้งระยะสั้นและระยะยาวเท่าไรก็ไม่สามารถชดเชยได้ และยิ่งในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนอย่างมาก รัฐบาลก็ยิ่งใช้เงินต่อเนื่องเพื่อรับผลกระทบที่เกิดขึ้น

ดูเหมือนว่ารัฐบาลได้ตระหนักถึงประเด็นนี้มาตั้งแต่ต้น โดยดำเนินนโยบายสองด้านควบคู่กัน คือ ด้านหนึ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการผลิตเดิมของประเทศด้วยนโยบายยกระดับประเทศก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่ แต่อีกด้านหนึ่งก็พยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศด้วยนโยบายการส่งเสริมเอสเอ็มอีและประชารัฐ แต่หากพิจารณาความเชื่อโยงทางเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักในการสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้

เราเห็นว่าสิ่งที่ขาดไปในนโยบายสร้างความเข้มแข็งของทุกรัฐบาล คือ การสร้างความเข้มแข็งในระดับชุมชนเอง กล่าวคือชุมชนจะมีความเข้มแข็งขึ้นได้นั้นสิ่งสำคัญประการหนึ่งคือต้องมีความรู้ความเข้าใจโลกยุคใหม่ ในขณะที่นโยบายที่ผ่านมาทุกรัฐบาลสร้างความเข้มแข็งด้วยการช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นหลัก ดังนั้น เราเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจ ถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกยุคใหม่ ซึ่งเราเชื่อว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ในขณะที่นโยบายส่งเสริมต่างๆของรัฐบาลก็เดินหน้าต่อไป