จะบอกว่านี่เป็นปฏิบัติการ “กระตุกหนวดมังกร” ของโดนัลด์ ทรัมป์เห็นจะเบาไป
คำให้สัมภาษณ์ล่าสุดของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ทาง Fox News เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นการ “กระชากหนวดมังกร” อย่างแรงกว่าทุกครั้ง
ถือว่าเป็นการเปิดศึกรอบใหม่ที่ผู้นำปักกิ่งเอง ก็คงจะต้องทบทวนควักเอาวิทยายุทธที่มีอยู่ในคลังทั้งหมดมาเล่นกับทรัมป์
เพราะทรัมป์บอกว่าเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผูกติดกับนโยบาย “จีนเดียว” อีก...ยกเว้นเสียแต่ว่าจีนจะมีข้อเสนอใหม่ หรือเหตุจูงใจแลกเปลี่ยนให้วอชิงตันยังเดินตามนโยบายนี้ต่อไป
เท่ากับว่าทรัมป์กำลังฉีกข้อตกลงที่สหรัฐมีกับจีนมา 44 ปีหน้าตาเฉยกันทีเดียว
เปิดฉาก “กระตุกหนวดมังกร” รอบแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อนคือการพูดคุยโทรศัพท์ อย่างเป็นกันเองกับประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ของไต้หวัน
ทรัมป์อ้างว่าฝ่ายผู้นำไต้หวันเป็นคนโทรฯมาแสดงความยินดี ในฐานะที่วอชิงตันมีความร่วมมือกับไต้หวันมายาวนาน จะไม่ให้รับโทรศัพท์ได้อย่างไร
แต่พอเจาะข่าวลงลึกก็รู้ว่าทรัมป์พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะการสนทนากับผู้นำไต้หวันไม่ใช่แค่เป็นการแสดงความยินดีจากเกาะแห่งนี้ (ที่ปักกิ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีน) เท่านั้น หากแต่เป็นผลจากการล็อบบี้ที่นำโดยอดีตวุฒิสมาชิกบ๊อบ โดลที่รับเงินไต้หวันมาวิ่งเต้นอยู่ข้างหลัง และสามารถสอดไส้เข้าไปถึงวงในของทรัมป์ จนจัดแจงให้มีการพูดจาทางโทรศัพท์ระหว่างสองผู้นำจนได้
จีนปักกิ่งโกรธ แต่ก็สงวนท่าทีแบบผู้ใหญ่ ออกตัวให้ทรัมป์ด้วยซ้ำว่าเป็น “ลูกเล่น” ทางไต้หวันที่ต้องการจะสร้างบารมีให้กับตัวเอง แต่ก็เตือนทรัมป์ให้ “ระมัดระวัง” ในเรื่องนี้เพราะจีนถือว่าเป็นหลักการอันดับหนึ่งของความสัมพันธ์กับสหรัฐ
ที่ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ล่าสุดต้องสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกแน่นอน ปักกิ่งต้องเดือดดาล เพราะนโยบาย “จีนเดียว” เป็นเสาหลักของนโยบายต่างประเทศจีน ใครจะคบหากับจีนต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ก่อน มิฉะนั้นก็ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น ๆ
นิกสันสามารถให้เหมาเจ๋อตุงยอมจับมือสร้างประวัติศาสตร์โลกในปี 1972 ที่เรียกว่า Shanghai Communique หรือแถลงการณ์ร่วมเซี่ยงไฮ้นั้นก็มีเงื่อนไขเรื่องสหรัฐยอมรับ “จีนเดียว” เป็นหัวใจของการยอมคบหากันนี่แหละ
การที่ทรัมป์แหวกธรรมเนียมการทูตอย่างนี้ เท่ากับเป็นการท้าทายจีนอย่างที่ปักกิ่งเองก็คงไม่คาดคิดมาก่อน
ในการให้สัมภาษณ์รอบล่าสุดนี้ ทรัมป์ย้ำอีกว่านโยบายจีนหลายเรื่องมีผลกระทบทางลบต่ออเมริกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจีนจงใจทำให้เงินหยวนอ่อนค่า และที่จีนเก็บภาษีสินค้าเข้าจากอเมริกา ขณะที่สหรัฐไม่คิดภาษีตรงชายแดนกับสินค้าจีน และจีนยังก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหาร (ทรัมป์ใช้คำว่า “massive fortress” หรือ “ป้อมปราการยักษ์”) ในทะเลจีนใต้และไม่ช่วยกดดันเกาหลีเหนือตามที่สหรัฐเรียกร้อง
นี่เท่ากับว่าทรัมป์ซัดหมัดชุดออกมาเล่นงานจีนอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันเลย
เพราะทรัมป์เชื่อว่าตัวเองเป็น “นักต่อรอง” เป็น deal maker และมีวิญญาณนักการพนัน กล้าได้กล้าเสีย ไม่สนใจเรื่องมารยาทการทูตและไม่ใส่ใจกลยุทธ์การรักษาหน้าคู่ต่อสู้แต่อย่างไร
ที่ตอกย้ำถึงความแปลกใหม่การทูตสหรัฐที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันคือการที่ทรัมป์แสดงความโอนเอียงเข้ากับวลาดิมีร์ ปูตินของรัสเซียอย่างชัดเจน จนเหมือนจะเลือกจะผนึกกำลังกับมอสโคว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศอื่น ๆ
ทรัมป์แหกกฎด้วยการบอกว่าไม่เชื่อข้อมูลของหน่วยข่าวกรองหลักคือ CIA ที่วิเคราะห์ว่ารัสเซียมีส่วนในการใช้วิธีการเจาะล้วงระบบไซเบอร์ ของกระบวนการเลือกตั้งสหรัฐ เพื่อผลักดันให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง
นอกจากจะไม่เชื่อข่าวกรองของกลไกรัฐของตนเองแล้ว ทรัมป์ยังบอกว่าการที่ซีไอเอสรุปอย่างนี้เป็นเรื่อง “เหลวไหล” เชื่อไม่ได้
แปลว่าเขาเลือกเชื่อปูตินมากกว่าเชื่อหน่วยงานข่าวกรองของตัวเอง
และหากเขาตั้งซีอีโอของ Exxon Mobil ที่ชื่อ Rex Tillerson เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจริงจากข่าวล่าสุด, ก็ยิ่งจะสำทับว่าเขากำลังจะคลุกวงในกับปูตินอย่างจริงจัง เพราะเร็กซ์ ทิลเลอร์สันคนนี้สนิทสนมกับปูติน ทั้งผ่านการลงทุนร่วมในการขุดเจาะหาน้ำมัน และความผูกพันส่วนตัวกันมายาวนาน
แม้ทรัมป์จะตั้งผู้ว่าการรัฐไอโอวาที่ชื่อ Terry Branstad เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำปักกิ่ง เพราะมีความคุ้นเคยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงมายาวนาน แต่ก็ไม่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นได้ หากคนนั่งทำเนียบขาวแสดงจุดยืน ที่สร้างปัญหาให้กับผู้นำปักกิ่งได้เกือบทุกเมื่อเชื่อวัน
มังกรจีนโดนหมัดชุดรัว ๆ จากทรัมป์อย่างนี้... ผมพยากรณ์ได้เลยว่าการทูตมหาอำนาจ กำลังจะเข้าสู่ภาวะป่วนอย่างแรง และอุดมด้วยสีสันและความไม่แน่นอนสูง
จะมีผลต่อไทยทั้งด้านการทูต การค้า ความมั่นคงและความปกติสุขของชาวบ้านอย่างเรา อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยจริง ๆ






