มีคนหลายคนเชื่อว่าวันหน้าเครื่องจักรจะชาญฉลาดไม่น้อยไปกว่าที่คนเราเป็นอยู่
ความฉลาดของเครื่องจักรไม่ได้เกิดขึ้นได้เอง แต่เกิดขึ้นจากการที่คนเราไปประดิษฐ์ความฉลาดนั้นให้กับเครื่องจักร หรือประดิษฐ์ปัญญาให้เครื่องจักร ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราใช้หลักการเดียวกันมาเติมเต็มปัญญาให้กับคนเรา ผลลัพธ์ที่ได้น่าจะไม่ฉลาดน้อยไปกว่าที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักร ในวันที่เราต้องแข่งขันกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆกันแทบทุกเรื่อง ใครทำอะไรได้แต่แบบเก่าๆ วันหน้าหาที่ยืนในหน้าที่การงานไม่ได้ ใครๆ จึงพยายามคิดหาอะไรใหม่ๆ มาเติมเต็มหน้าที่การงาน เติมให้ตนเองยังมีค่ามีราคาสำหรับการงานนั้น ซึ่งจะค้นหาอะไรใหม่ๆ ต้องใช้ปัญญาอย่างแน่นอน คำถามชวนคิดคือเราจะใช้หลักการที่สั่งสอนให้เครื่องจักรชาญฉลาดขึ้นมาประยุกต์ในการประดิษฐ์ปัญญาให้กับตัวเราได้หรือไม่ ถ้าได้ต้องทำอย่างไร
เราสอนให้เครื่องจักรมีปัญญาด้วยการเริ่มต้นจากการทำให้เครื่องจักรสามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัวได้ เราประดิษฐ์เซนเซอร์หลากหลายแบบเพื่อช่วยให้เครื่องจักรรับรู้ความเป็นไปต่างๆ รอบๆ เครื่องจักรนั้นได้ เราทำให้เครื่องปรับอากาศรู้ว่าคนอยู่ตรงไหนในห้องปรับอากาศนั้นได้ คนก็สบายขึ้นจากการรับรู้ของเครื่องปรับอากาศ ดังนั้นหลักการง่ายๆ เบื้องต้นในการประดิษฐ์ปัญญาเพิ่มเติมให้ตนเอง คือพยายามหาทางรับรู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัวให้มากขึ้น แต่ให้รู้แบบใผ่รู้ คือรับรู้ได้ทั้งจุดเด่น และปัญหาในเรื่องนั้น รู้เรื่องราวรอบตัวเแล้วบอกได้ว่าเรื่องไหนเป็นตัวอย่างที่ดีที่นำไปประยุกต์กับการงานของเราได้ เรื่องไหนที่รู้แล้วเห็นโอกาสที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น ที่ต้องระวังคือรับไปทุกเรื่องรอบตัว แต่ไม่รู้สักเรื่อง รับมาแล้วเห็นแค่เปลือก ไม่เห็นแก่น ย่อมไม่เกิดปัญญาที่จะนำเรื่องราวที่รับรู้ไปเติมเต็มอะไรในการงาน ในชีวิตของตนเอง เครื่องจักรฉลาดมากขึ้น เพราะมีเซนเซอร์ คนเราฉลาดมากขึ้นได้ ถ้าเพิ่มหนทางรับรู้เรื่องรอบตัวให้กว้างขวางขึ้น และเน้นรับรู้ที่เห็นทั้งแก่นที่ดี และช่องว่างที่เป็นโอกาสในการปรับปรุงให้เป็นของใหม่ๆ
เราประดิษฐ์ปัญญาเพิ่มขึ้นให้เครืื่องจักร อีกทางหนึ่งด้วยการทำให้เครื่องจักรรู้จักเรีียนรู้จากเหตุการณ์ที่เคยพบเคยเห็นมาก่อนหน้า ถ้าเป็นคนต้องประดิษฐ์ปัญญาเพิ่มขึ้นจากบทเรียนในชีวิตที่ผ่านมา ปัญญาเพิ่มขึ้นได้จริง ๆหากเชื่อว่าผิดเป็นครู ความผิดพลาดที่ผ่านมาเป็นครูชั้นดีที่ช่วยสร้างปัญญาเพิ่มเติมให้กับตัวเรา ที่ยากคือบางครั้งก็ไม่รู้ว่าที่กำลังทำอยู่นั้นถูกทาง หรือไม่ถูกทาง เลยไม่รู้ว่าครั้งใดที่คุณครูมารอให้บทเรียนอยู่แล้ว โดยเรามองไม่เห็นคุณครู เราเลยเสียโอกาสในการประดิษฐ์ปัญญาเติมให้ตัวเราเอง หลักง่าย ๆคือทำอะไรแล้วไม่มีประสิทธิผลเกิดขึ้น นั่นแหละคือคุณครูที่เราเรียนรู้ให้มีปัญญาใหม่ ๆเกิดขึ้น อย่างน้อยก็มีปัญญารับรู้ว่าหนทางนั้นไม่นำไปสู่ความสำเร็จ วันหน้าก็อย่าทำแบบนั้นกันอีก นักปราชญ์บางท่านแนะนำว่าทำอะไรเสร็จสิ้นไปแล้ว อย่าจบงานเฉยๆ ให้หาเวลาทบทวนว่าที่ทำไปนั้น ที่ดี ๆมาจากอะไรบ้าง และที่น่าจะต้องปรับปรุงในโอกาสต่อไปนั้นมีอะไรบ้าง คล้าย ๆกับที่เราพยายามรับรู้เรื่องราวรอบตัวมากขึ้น แต่คราวนี้รับรู้จำกัดเจาะจงมาที่งานที่เราทำเสร็จสิ้นไปแล้ว งานหน้าเสร็จเมื่อใด อย่าลืมเติมปัญญาด้วยการให้เวลากับ After Action Review
เครื่องจักรวันนี้ยังมีปัญญาน้อยกว่าคนเราอย่างชัดเจนในสองเรื่อง คือการปรับตนเอง และการมีจินตนาการ เราสอนให้เครื่องจักรปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสภาพรอบตัวที่เครื่องจักรพบเจอจากเซนเซอร์ต่าง ๆ แต่คนเราปรับตัวได้ทันที โดยไม่ต้องรับรู้เรื่องใดก่อนการปรับตัว แค่เราต้องการให้มีอะไรใหม่ให้กับตนเอง คนเราก็ปรับตัวได้แล้ว เราปรับตัวเมื่อไรก็ได้ และทุกครั้งที่มีการปรับตัว เราจะพบทั้งหนทางที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น และหนทางที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น ๆ หากเราปรับตัวไปเป็นอย่างไร ต้องใช้จินตนาการ เครื่องจักรปรับตัวตามสถานการณ์ที่เซนเซอร์บอกมา แต่เราปรับตัวไปตามจินตนาการ และทุกครั้งที่เราสร้างจินตนาการว่าเราอยากเป็นอย่างไร เราจะเห็นโอกาสในการปรับปรุงตนเองเพิ่มขึ้นเสมอ
ยิ่งมีจินตนาการมากเท่าใด ปัญญาใหม่ๆ ก็ประดิษฐ์มากขึ้นเท่านั้น






