วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ส่องแผนฟื้นฟูรัฐิสาหกิจ

สัปดาห์ก่อน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

 (สคร.) “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” นำทีมผู้บริหารเปิดแถลงข่าวเรื่อง แผนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปี 2560 พร้อมเล่าถึงความคืบหน้าของแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่ง คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

ในบรรดารัฐวิสาหกิจ 7 แห่ง ปรากฎว่า“เอสเอ็มอีแบงก์” แก้ปัญหาได้ดี มีความคืบหน้ามากที่สุด ทั้งการปล่อยสินเชื่อ และลดหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล เรียกว่าใกล้จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หากผลการดำเนินงานช่วง3เดือนสุดท้ายของปีนี้ยังดี ไม่มีอะไรผิดพลาด เอสเอ็มอีแบงก์คงเป็นแห่งแรกที่จะออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ

ขณะที่การบินไทย มีความคืบหน้าในการแก้ปัญหาดีขึ้นเป็นอันดับที่ 2 การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งเรื่องการลดค่าใช้จ่าย และการเพิ่มรายได้ จากที่เคยขาดทุนหนัก ก็สามารถพลิกฟื้นกลับมามีกำไรจากการดำเนินงานได้ 

เช่นเดียวกับไอแบงก์ ที่แม้จะยังขาดทุน หนี้เสียก็ยังไม่ลด แต่ก็มีแผนงานที่ชัดเจน มีการตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพ์เพื่อรับโอนหนี้เสีย ที่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้ามุสลิมมาบริหาร เตรียมจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อดำเนินการลดทุน และออกหุ้นเพิ่มทุนช่วงเดือนธ.ค.นี้ โดยกระทรวงการคลัง จะใส่เงินเพิ่มทุนให้กว่า 1.8 หมื่นล้านบาท และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 นี้ ก่อนเริ่มหาพันธมิตรร่วมทุนในช่วงต้นปีหน้า

ส่วนขสมก.ทีโอทีและกสท.ก็มีทั้งส่วนที่ทำได้ตามแผนและไม่ได้ตามแผน แต่ก็มีกำหนดเวลาในแต่ละแผนงานให้ดำเนินการตาม ที่หนักสุดเห็นจะเป็นการรถไฟ เพราะตั้งแต่ทำแผนฟื้นฟูมา2ปี มีแผนงานออกมามากมาย แต่ไม่ปรากฏว่าสามารถดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ได้ชัดเจน

ซึ่งแผนงานสำคัญในการฟื้นฟูการรถไฟ มีอยู่ 2 ส่วน คือ การโอนสิทธิการใช้ที่ดินมักกะสัน ให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อแลกกับภาระหนี้กว่า 6 หมื่นล้านบาท อีกส่วนคือ การบริหารที่ดินที่ไม่ได้ใช้เพื่อการเดินรถ หรือ non core จำนวน 3.9 หมื่นไร่ ซึ่งมีทั้งที่ดินผืนใหญ่ ที่ดินว่างเปล่า และที่ดินที่ถูกบุกรุก

เดิมทีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ตั้งใจให้การโอนที่ดินมักกะสันแล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับจากวันที่มีมติ แต่การดำเนินงานมาสะดุดกลางคัน เพราะต้องส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความในประเด็นที่ว่า การรถไฟสามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น หรือนำที่ดินไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ 

แม้ล่าสุดกฤษฎีกาจะมีความเห็นว่า รถไฟสามารถนำที่ดินมักกะสันไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะติดขัดในเรื่องกระบวนการ ทางกรมธนารักษ์อยากได้มติคนร.ยืนยันอีกรอบ แต่สคร. ในฐานะเลขานุการคนร. บอกว่า ยังใช้มติเดิมได้ เพราะยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมติเดิม เมื่อมองคนอย่างแบบนี้ เป็นไปได้ว่าเรื่องการโอนที่มักกะสัน อาจจะต้องวนไปให้คนร.พิจารณาอีกรอบ 

ส่วนเรื่องการพัฒนาที่ดิน non core นั้น มีคณะทำงานขึ้นมาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ มีการประชุมกันไปหลายรอบ แบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3-4 กลุ่ม แนวทางการพัฒนา มีทั้งการปรับปรุงสัญญาเช่า และการนำที่ดินเปล่าไปพัฒนา ซึ่งแนวทางหลังนี้ คาดว่าจะเป็นที่ดินผืนใหญ่ก่อน เช่น บางซื้อ แม่น้ำ กม.11 รวมทั่งมักกะสัน แน่นอนว่า กระบวนการและขั้นตอนต่างๆคงต้องใช้เวลาหลายปี กว่าที่การรถไฟจะมีรายได้จากส่วนนี้เข้ามาเพิ่ม และเข้ามาเป็นรายได้หลักให้กับการรถไฟตามแผนที่วางไว้ 

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการแก้ปัญหาการรถไฟเท่านั้น ยังไม่นับรวมปัญหาในองค์การอีกหลายส่วนที่รอการแก้ไข ก็ต้องติดตามดูว่า ปัญหาที่หมักหมมมานานของการรถไฟจะสามารถแก้ไขได้ หรือมีความคืบหน้ามากน้อยแค่ไหน ในช่วง1ปีกว่าที่เหลือของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งแน่นอนว่าของคนร.ชุดนี้ด้วย