วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุโรปมอง Donald Trump

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเดือน พ.ย.2559 นี้ ที่ปรากฎว่า

นาย Donald Trump ผู้แทนพรรค Republican นักการเมืองและนักธุรกิจ ได้รับชัยชนะและจะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯอาจสร้างความแปลกใจหรืออาจเรียกว่า “ช็อค” ให้คนไม่น้อย โดยเฉพาะในยุโรป

แต่ที่สำคัญ เขาคือผู้นำที่ชาวอเมริกัน (ด้วยเสียงข้างมาก) ได้เลือกแล้วและได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย นานาประเทศจึงได้ร่วมแสดงความยินดีกันกับประธานาธิบดีคนใหม่กันตามประเพณี จะชอบ เห็นด้วย หรือยอมรับแนวคิดและทางการบริหารประเทศของเขาหรือไม่นั้น เขาได้รับเลือกตั้งมาแล้วนานาประเทศรวมทั้งยุโรปจึงต้องเตรียมตัวจับตาการดำเนินนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กันอย่างใจจดใจจ่อ เพราะจะส่งผลกระทบต่อประชาคมโลกอย่างแน่นอน

ล่าสุด Trump ได้ประกาศแนวทางการดำเนินบริหารประเทศของเขาใน 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเน้น campaign ว่า “อเมริกาต้องมาก่อน” หรือ “put America first”

สำหรับยุโรป อาจพูดได้ว่า Trump เป็นทางเลือกที่ “น่าสนใจ” ของประชาชนอเมเริกา (ไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่เน้นว่าน่าสนใจ) เพราะบ่งบอกถึงกระแสการต่อต้านโลกาภิวัติที่ดูจะยิ่งรุนแรงและเด่นชัดมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในสหรัฐฯ แต่ในอีกหลายประเทศทั่วโลก (Brexit ก็เป็นกรณีคล้ายๆ กัน)

ที่สำคัญชัยชนะของ Trump อาจบ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ของระบอบเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อันเป็นอุดมการณ์หลักของยุโรปที่รวมตัวกันอยู่ได้ภายใต้การเป็นสหภาพยุโรป หรือ อียู

การก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของ Trump จึงส่อแววความน่าหวาดระแวง สำหรับยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ยึดมั่นในอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย (liberal democracy) และโดยเฉพาะแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของTrumpดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นไปในทางเดียวกับของยุโรปเสียเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามในซีเรีย ความขัดแย้งในยูเครน ในทะเลจีนใต้ เกาหลีเหนือ และการต่อสู่กับกลุ่มผู้ก่อการร้าย

สรุปคือยุโรปคงต้องทำงานหนักหน่อย ในการดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เพื่อปกป้องคุณค่าของอุดมกรณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยในแบบของตน

นอกจากนั้น Trump ดูจะมีแนวคิดไม่เห็นด้วยกับระบอบการค้าเสรีหรือตลาดเสรีโลกทุนนิยม รวมทั้ง การทำงานผ่านองค์การร่วมมือระหว่างประเทศ การทำสนธิสัญญา ข้อตกลงร่วมต่างๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม ล่าสุด เขาได้ประกาศว่าจะยกเลิกความตกลงการค้าเสรี Trans-Pacific Partnership หรือ TPP ระหว่างสหรัฐฯ กับ 12 ประเทศ ที่อยู่ระหว่งการเจรจา ทั้งนี้ คงต้องมาดูกันว่าจะยกเลิกจริงๆ หรือไม่

อาจมองได้ว่า การขึ้นมาเป็นประธานาบดีของ Trump ยังบ่งบอกถึงกระแสความนิยมการเมืองประเภท populist และแบบที่เลือกมาโดยเอาตัวบุคคลเป็นตัวตั้ง ซึ่งต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับผู้นำอย่าง Angela Merkel  ของเยอรมนี หรือ ประธานาธิบดี Barack Obama ของสหรัฐฯซึ่งเน้นเรื่องการดำเนินนโยบายและเอาความจริงมาพูดกัน ทำให้คนยุโรปมักหวนนึกถึงการเมืองแบบ Berlusconi หรือนายกรัฐมนตรีอิตาลีคนก่อน ที่เป็นทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ เจ้าพ่อสื่อมวลชน กุมอำนาจในอิตาลีในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ถึง 9 ปี และสำหรับไทย Trump ทำให้หวนนึกถึงนายกรัฐมนตรีคนก่อนของไทยที่เรารู้จักกันดี 

ผู้นำอียูพูดอะไรถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่

แน่นอนต้องแสดงความยินดี แต่ในสารแสดงความยินดีจากผู้นำอียูก็มีความห่วงกังวลอยู่หลายประเด็น

นาย Donald Tusk ตำแหน่งประธานคณะมนตรียุโรป (president of the European council) และนาย Jean-Claude Juncker ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ร่วมกันแสดงความยินดีและรีบเชิญประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่มาพบปะและหารือกันในการประชุมสุดยอดผู้นำ EU-US “ให้เร็วที่สุดที่ท่านสะดวก” และอียูดูจะมีท่าทีแสดงความห่วงกังวลในหลายประเด็นที่นาย Trump หยิบยกไว้เป็นนโยบายตอนหาเสียง อาทิ เรื่องผู้อพยพการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเกี่ยวกับท่าทีของรัสเซียในยูเครนในเรื่องการเมืองการต่างประเทศ

ทั้งนี้ ทั้งนั้น อียูเน้นถึงความจำเป็นในการสร้างความสัมพันธ์ transatlantic ให้ยิ่งแข็งเกร่งขึ้น เพราะความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ของอียูกับสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและการเมืองโลก

นาย Donald Tusk ประธานคณะมนตรียุโรป กล่าวว่า “America and Europe can, should and will work together” แต่ทิ้งท้ายว่าเราต้องการใช้“major efforts from both sides”

ส่วนนาย Martin Schulz ประธานสภายุโรป (president of the European parliament) มองว่าชัยชนะของ Trump เป็นเสมือนกับการลงคำแนนเสียงแบบ “a protest vote” คล้ายๆ กับสิ่งที่กิดขึ้นกับการออกจากอียูของสหราชอาณาจักรในการโหวต Brexit

ความเร่งด่วนและท้าทายสำหรับยุโรป คือการดำเนินความสัมพันธ์ Transatlantic ระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ให้มั่นคงและอยู่หมัดมากที่สุด อียูจึงรีบเชิญประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้งนาย Trump มาเข้าร่วมประชุมสุดยอด US-EU Summit ซึ่งน่าจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้

แต่ยุโรปจะรับมือกับนโยบาย “American first” ได้แค่ไหน อียูคงต้องทำงานหนักหน่อยทั้งเรื่องภายในประเทศ และการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับพันธมิตรหลักอย่างสหรัฐฯ ที่ดูจะมีท่าทีและแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างออกไป แต่นี้คือเรื่องของระบอบประชาธิไตยที่เราต้องเปลี่ยนแปลง ปรับเปลี่ยน และยอมรับซึ่งกันและกัน และเดินหน้าไปด้วยกันให้ได้

ดูเหมือนว่ายุคแห่งความรุ่งเรืองของยุโรปและระบอบทุนนิยมประชาธิปไตยจะลดน้อยและถอยความสำคัญลง ในอนาคตข้างหน้ายุโรปเองคงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอีกมาก เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

--------------

ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.eu

หรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd