วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลเลือกตั้งทรัมป์ : ด้านหนึ่งสื่อโดนถล่มหนัก

อีกด้านสื่อคือความหวังสุดท้าย

ผลการเลือกตั้งสหรัฐที่ส่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าทำเนียบขาวผิดความคาดหมาย ทั้งของโพลเกือบทุกสำนักและสื่อกระแสหลัก ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ การทำหน้าที่ของสื่อเดิมอย่างกว้างขวางว่า “มองข้ามปัญหาของชนชั้นกลางต่างจังหวัดผิวขาว”

คนเหล่านี้คือคนที่สื่อไม่ค่อยให้ความสนใจเพียงพอ แต่ทรัมป์และทีมหาเสียงเจาะเข้าถึงความไม่พอใจของคนเหล่านี้ จึงทำให้คนข่าวกระแสหลักพลาดไปอย่างจัง

แต่หากใครจับกระแสจาก social media ได้ก็จะสัมผัสได้ถึง “อารมณ์คุกรุ่น” ของฐานเสียงเหล่านี้ และจะไม่ประเมินทรัมป์ต่ำเกินไป

เพราะฐานเสียงของ ฮิลลารี คลินตัน คือคนในเมืองและมีความรู้ ส่งเสียงดังกว่าคนในชนบททั้งๆ ที่คะแนนชนะหรือแพ้ตัดสินกันที่ working-class white in the rural areas

สื่อกระแสหลักเองก็ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง ถึงขั้นที่ New York Times ต้องออกหนังสือถึงผู้อ่านของตน สารภาพว่าไม่ตระหนักถึงกระแสความนิยมของทรัมป์ ในฐานเสียงชนชั้นกลาง ที่เป็นเหยื่อของเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้ธุรกิจมะกันย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ จนทำให้พวกเขาตกงานอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีของรัฐบาลโอบามา

แต่ในขณะเดียวกันสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย ก็มีปฏิกิริยาอีกด้านหนึ่งเมื่อทรัมป์ได้เป็น “ว่าที่ประธานาธิบดี” เพราะมีหลักฐานปรากฏชัดเจน ว่าทรัมป์และคนรอบข้างจะพยายามลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อ ในการเจาะคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของทรัมป์ในหลาย ๆ เรื่องที่ได้สร้างความร้าวฉานในสังคมอเมริกันอย่างรุนแรง

คนข่าวในสหรัฐกำลังรวมตัวกันเพื่อทักท้วงทรัมป์ ให้เคารพในสิทธิของการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและผู้มีอำนาจ เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาของทรัมป์และทีมงาน จะกดดันและข่มขู่คนข่าวที่ตั้งคำถามตรงไปตรงมา

ทรัมป์มีชื่อเสียงในการเลือกปฏิบัติต่อนักข่าวหรือพิธีกร อยู่ที่ว่าเขาเองเห็นว่าคนไหนทำข่าวที่เขาต้องการเห็น และคนไหนขุดคุ้ยซอกแซกหาข่าวที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อเขา

ไม่บ่อยนักที่คนข่าวมะกันจะรู้สึกได้ถึงปัญหาละเมิดเสรีภาพของสื่อ โดยคนที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเร็วอย่างนี้

เพราะยังไม่ทันที่ทรัมป์จะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการวันที่ 20 ม.ค.ปีหน้า ก็มีสัญญาณจากทรัมป์และคนรอบข้าง ว่าความสัมพันธ์ระหว่างทำเนียบขาวกับคนข่าวจากนี้ไป จะมีปัญหาอย่างแรงเพราะทรัมป์มีวิธีการที่ “กำจัด” และ “กดดัน” สื่อที่ตนไม่ชอบด้วยวิธีการที่ชัดเจนว่าละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของคนข่าว

สิทธิเสรีภาพของการรายงานข่าวของสหรัฐ ได้รับการรับรองภายใต้ The First Amendment หรือข้อแก้ไขข้อที่หนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ระบุชัดเจน ว่ารัฐบาลและรัฐสภาไม่มีสิทธิที่จะออกกฎหมายใด ๆ ที่จะบั่นทอนหรือคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่จะแสวงหาข่าวสารเพื่อสาธารณประโยชน์

มาตรานี้ของรัฐธรรมนูญเป็นหัวใจของสังคมแห่งเสรีภาพเรื่องนับถือศาสนา การทำหน้าที่ของสื่อ เสรีภาพของการชุมนุมและร้องเรียนต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาของประชาชน

โดยมีข้อความสั้นๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่งว่า

“Congress shall make no law respecting an establishment of religion, or prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the Government for a redress of grievances.”

หลังการเลือกตั้งทรัมป์เป็นประธานาธิบดี คนอเมริกันไม่น้อยเกิดความหวาดกลัวว่าผู้นำคนใหม่จะเหยียดผิว ต่อต้านชนกลุ่มน้อย กลั่นแกล้งความคิดเสรีและกดดันให้อยู่ในสังคมปกติไม่ได้

จึงเกิดกระแสอีกด้านหนึ่ง นั่นคือการกระโดดเข้าสมัครเป็นสมาชิกของสื่อ ที่มีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งจำนวนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือสื่อมืออาชีพเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน

เพราะคนอเมริกันไม่น้อยกลัวว่าหากทรัมป์รังแกและคุกคามสื่อ สังคมอเมริกันก็จะยิ่งเสื่อมทรุดจนถึงขั้นความเป็น “ต้นแบบแห่งประชาธิปไตย” ของสหรัฐจะถึงขั้นล่มสลายได้

ด้านหนึ่งสื่อก็โดนถล่มหนักเพราะไม่ขวนขวายทำความเข้าใจกับความไม่ยุติธรรมของสังคม

อีกด้านหนึ่งสื่อก็กลายเป็นความหวัง ที่จะรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็น ที่แปลกแยกไปจากผู้มีอำนาจ