หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของประเทศกำลังพัฒนา คือ ความยากจนของประชาชนส่วนใหญ่
ขณะที่ส่วนน้อยนั้นร่ำรวย ความแตกต่างของฐานะเด่นชัด ถือเป็นความเหลื่อมล้ำของสังคม คนร่ำรวย ครอบครองปัจจัยการผลิต เงินทุน ส่วนใหญ่ จนมีคำจำกัดความง่ายๆ แต่ชัดเจนที่มักมีผู้หยิบยกมาพูดถึงเสมอๆ เมื่อกล่าวถึงความเหลื่อมล้ำว่า รวยกระจุก จนกระจาย หรือความรวยนั้นอยู่กับคนเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว แต่ความจนนั้นแผ่ขยายไปยังคนทั่วๆ ไป ยกตัวอย่าง ผลสำรวจบัญชีเงินฝากของประชาชน เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พบในจำนวนบัญชีเงินฝาก 70 ล้านบัญชี มีบัญชีเงินที่มีฝากเกิน 1- 10 ล้านบาท อยู่ 1.36% ใกล้เคียงกับบัญชีเงินฝาก 5 แสน -1 ล้านบาทที่มีอยู่ 1.37% ส่วนที่เกิน 10 ล้านบาทไปนั้นแทบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ซึ่งแน่นอน นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนที่มีบัญชีเงินฝากเกินนั้น หากความจริงคือ มี เพียงแต่น้อยมากๆ ขณะถ้าหันกลับไปดูบัญชีที่มีเงินฝากต่ำกว่า 5 หมื่นบาท มีกว่าใกล้ 90% นี่ยังไม่นับยังมีผู้คนอีกจำนวนพอสมควรที่ไม่มีบัญชีเงินฝาก ไม่มีรายได้ประจำ หรือรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
มองจาก“ทะเบียนคนจน” หรือบุคคลที่ขึ้นทะเบียนผู้มีรายได้น้อยเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐประมาณ 5 ล้านคน หรือประมาณ 7% ของประชาชนทั้งประเทศ อาจดูจำนวนไม่มาก และช่วยๆ กันไป ถึงเวลาก็แจกสิ่งของบ้าง ปลายปีก็แจกเงินบ้าง ดูๆ แล้วถือเป็นความเมตตา กรุณาเบื้องต้นที่เพื่อนมนุษย์มีให้แก่กันได้ อย่างเช่นแผนงานของรัฐที่จะให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ขึ้นทะเบียนไว้ รายละ 3,000 บาทในช่วงปีใหม่ แต่ในระยะยาวแล้วไม่น่าจะช่วยเหลือให้กลุ่มคนเหล่านี้หลุดพ้นจากความยากจนได้ถาวร เพียงช่วยให้มีเงินพยุงฐานะแค่ชั่วคราวเท่านั้น แม้จะดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย หากถ้ามองระยะยาวแล้ว ความช่วยเหลือควรกระทำอย่างเป็นระบบ หามาตรการ นโยบาย วางแนวทางออกมาให้กลุ่มคนเหล่านี้แข็งแรง ยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามารถพึ่งพาตัวเองได้ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด
กรณีที่นักวิชาการเสนอว่า รัฐควรแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และปรับพฤติกรรมของประชาชน ถือเป็นแนวคิดที่ดี และรัฐควรต้องดำเนินการ แต่หากจะระบุว่า ประชาชนที่ยากจนนั้นเสพติดการเป็นหนี้ และคอยแต่จะรับความช่วยเหลือ อาจไม่ใช่ทั้งหมด คนจนทุกคนไม่ได้เกียจคร้าน ไม่ได้คอยจ้องแต่จะรับความช่วยเหลือ บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง คนจำนวนมากมายที่ต้องการพึ่งพาตัวเองได้ ไม่คอยแบมือขอเศษทานจากคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจากรัฐ จากผู้มีฐานะดีกว่า หรือผู้ใจบุญทั้งหลาย หากมีทางเลือกอื่นๆ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องการเป็นภาระของผู้อื่นอยู่เสมอ ฉะนั้น การเปิดโอกาส การสร้างช่องทางให้แต่ละคนทำมาหากินได้ด้วยตัวเอง โดยมีรัฐ ที่แสดงออกผ่านนโยบาย กฎหมาย กฎระเบียบที่เอื้อต่อการประกอบอาชีพสุจริต เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีแหล่งเงินทุนที่ไม่ขูดรีด คอยประคับประคองกลุ่มคนเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ต่อการดำรงชีพของประชาชน
การแก้ไขปัญหาอาจไม่ได้ทำให้สำเร็จทั่วทั้งประเทศภายในข้ามคืน หรือกระทั่งบางจุด บางตำแหน่งก็ยังเป็นเรื่องยาก ฉะนั้น หากวางแผนดำเนินการเป็นโครงการนำร่อง หรือไพล็อตโปรเจคก็กลุ่มคนเล็กๆ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แล้วขยายกลุ่ม ขยายขนาดออกไป คล้ายกับการทำงานใหญ่ๆ อื่นๆ เช่น การสร้างเมืองอัจฉริยะ รองรับประชาชนจำนวนมากและหลากหลาย ที่จะมีอยู่รวมกันก็ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือ สร้างความก้าวหน้าของเมือง เพิ่มโอกาสแก่ประชาชนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตมากขึ้น เพิ่มความปลอดภัย และเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งหมดอยู่ที่วางแผน แล้วลงมือทำ ไม่โทษดินฟ้าอากาศ หรือคนอื่น คนจนไม่ได้ต้องการเกิดมาจน หรือต้องการยากจนตลอดไป ทุกคนต้องการโอกาส ต้องการความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลต้องพยายามหาทางสร้างโอกาส และหนทางหลุดพ้นความยากจนให้เกิดแก่ประชาชน นั่นคือสิ่งที่ควรกระทำ ส่วนการแจกเงินนั้น ถ้ามีพอแจกได้จะแจกเพื่อประทังความจนชั่วครั้งชั่วคราวก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าไรนัก แต่แน่นอนว่า การแจกเงินไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป









